Pinkie


Uncategorized

ศพที่หอพัก เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted by Pinkie on
ศพที่หอพัก เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ศพที่หอพัก 

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน ศพที่หอพัก

เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์จริงสุดสยองที่เคยเป็นข่าวหน้า 1 เมื่อนานมาแล้ว.. กอล์ฟเป็นนักศึกษาชั้นปี 4 ที่ได้ย้ายมาอาศัยอยู่ในหอพักเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี หอพักนี้มีทั้งหมด 4 ชั้น และกอล์ฟอยู่ที่ชั้น 4 ห้อง 407

กอล์ฟเล่าว่า.. ทุกเย็นวันพุธ และศุกร์ ผมจะไปเตะบอลกับเพื่อนหลังเลิกเรียนเสมอ และวันหนึ่งหลังจากเตะบอล และกินข้าวกับเพื่อนเสร็จ เป้ เพื่อนสนิทของผมก็มานอนด้วยที่ห้อง ในคืนนั้นเอง ราวๆ ตีสอง ผมหลับไปแล้ว แต่ก็ต้องตื่นขึ้นมา เพราะได้ยินเสียง น้ำจากฝักบัว ดังมาจากห้องน้ำ ตอนแรกก็แปลกใจว่าทำไม ไอ้เป้ถึงมาอาบน้ำตอนดึกๆ แต่เมื่อลุกขึ้นมา เป้กลับยังคงนอนอยู่ข้างๆ ผม และเสียงน้ำก็ค่อยๆ หยุดลง.. ผมตัดสินใจปลุกไอ้เป้ขึ้นมา และเล่าให้ฟัง และเราทั้งคู่ก็ไปที่ห้องน้ำ แต่ก็ไม่มีอะไร ตอนนั้นเข้าใจว่าคงเป็นแรงดันน้ำผิดปกติ หรืออะไรสักอย่าง

ผ่านไปไม่ถึงอาทิตย์.. ผมกลับมาที่ห้องดึก เพราะต้องเตรียมกิจกรรมของมหาวิทยาลัย และผมก็ตัวสกปรกมาก และเหนื่อยมาก จึงตรงเข้าห้องน้ำอาบน้ำทันที ปกติผมจะเป็นคนก้มหัวสระผม ระหว่างสระผม ผมได้กลิ่นหอมของแชมพู ปนกับกลิ่นเหม็นๆ เป็นระยะๆ ก็แปลกใจว่ากลิ่นอะไร จึงลองมองไปที่ท่อระบายน้ำที่พื้น ผมเห็นเส้นผมยาวจำนวนหนึ่ง ซึ่งแปลกมากเพราะผมไม่เคยพาผู้หญิงผมยาวเข้ามาเลย

คืนนั้น ผมนอนคนเดียว และเวลาตีสองผมก็ต้องตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เพราะเสียงน้ำจากฝักบัว ตอนนั้นผมเริ่มใจคอไม่ดี จากนั้นไม่นานมันก็ค่อยๆ หยุดไปเองเหมือนครั้งก่อน ผมจึงลุกไปเปิดประตูห้องน้ำ แต่ครั้งนี้กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงมากๆ ผมรีบปิดประตู และออกจากห้องลงไปข้างล่าง

ที่ชั้น 1 ผมเห็นรถตำรวจ และรถร่วมกตัญญูมากมายจอดอยู่ ผมถามคนแถวนั้นว่าเกิดอะไรขึ้น มีชายคนนึงบอกว่าเค้าขึ้นไปดาดฟ้ากัน ผมจึงตามขึ้นไป สิ่งที่ผมเห็นคือ.. เจ้าหน้าที่กำลังเปิดแท๊งค์น้ำ เพื่อนำศพขึ้นอืด กลิ่นโชยตลบ ของหญิงสาวคนหนึ่งออกมา.. ผม และเพื่อนบ้านในหอพัก ถึงกับอาเจียรออกมาทันที เมื่อนึกว่าที่ผ่านมา เราใช้น้ำที่แช่ศพเน่าอยู่ในแท๊งค์..

ภายหลังตำรวจสืบคดีได้ความว่า หญิงผู้นี้อาศัยอยู่ที่หอพักนี้ และถูกฆาตกรรมอำพราง โดยใช้ของแข็งทุบหัว และรัดคอ ก่อนนำศพห่อหุ้มด้วยถุงดำหมกในถังน้ำขนาด 2,000 ลิตร บนดาดฟ้าของหอพัก

หลังจากนั้นผมได้ย้ายออกจากที่นี่ และก็ได้คิดถึงเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้น.. อาจจะเป็นเพราะวิญญาณของเธอคนนั้นต้องการจะบอกอะไรผมก็เป็นได้..…

Uncategorized

มาอยู่ด้วยกันมั้ย เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted by Pinkie on
มาอยู่ด้วยกันมั้ย เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

มาอยู่ด้วยกันมั้ย 

มาอยู่ด้วยกันมั้ย เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ชาย และ อิม เพิ่งคบกัน ทั้งคู่กำลังจะเข้าปี 1 ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งย่านรังสิต ชายตกลงใจออกมาจากบ้านมาเช่าห้องพักติดกับ มหาวิทยาลัย ในขณะที่บ้านชายก็มิได้อยู่ไกลมากนัก เพื่อจะได้อยู่กับอิมที่ย้ายมาจากจังหวัดเชียงใหม่

ชายเป็นผู้ที่หวงอิมมาก แม้กระนั้นอิมก็ไม่เคยทำอะไรที่ไม่ดีด้วยเหมือนกัน แล้วก็ถึงแม้จะเรียนคนละภาควิชากัน แต่ว่าทุกวันหลังเลิกเรียน ทั้งคู่ก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันที่หอ.. ทุกๆคืนอิมจะบอกรักชาย แล้วก็พูดกับชายเสมอว่า อยู่ด้วยกันอย่างนี้ทุกวันนะ..

เช้าวันหนึ่งกลางเทอม 2 ช่วงนี้ฝนตกบ่อยๆ ทำให้อิมไม่สบาย ชายออกไปซื้อยาให้อิมแต่ชายก็ไม่กลับมาอีกเลย เสียงโทรศัพท์อิมดังขึ้น เป็นเบอร์ชายโทรเข้า แต่เสียงนั้นกลับเป็นคนอื่น และบอกกับอิมว่า น้องผู้ชายคนนี้ถูกรถชนตายแล้ว.. ทุกอย่างกระทันหันมาก อิมได้แต่อึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน.. หลังจากเหตุการณ์สะเทือนใจครั้งนั้น อิมก็ได้ย้ายห้องไปอยู่ห้องอื่น

1 เดือนผ่านไป อิมเริ่มรู้สึกว่าทุกครั้งที่กลับมาอยู่คนเดียวในห้อง จะรู้สึกเหมือนมีคนเรียกชื่อ คล้ายหูแว่วตลอดเวลา จนคืนหนึ่ง อิมเปิดทีวี และเผลอหลับไป พอรู้สึกตัวกลางดึกเพราะทีวีซ่าเนื่องจากหมดผังรายการ อิมจึงลุกขึ้นมาหยิบรีโมทกดปิดทีวี จอทีวีสีดำเงาสะท้อนให้เห็นห้อง และตัวเอง และเมื่ออิมเพ่งดีๆ อิมเห็นเงาของชายที่กำลังร้องไห้ซบอยู่ที่ไหล่..

พร้อมกับเสียงพูดข้างหูเบาๆ ปนสะอื้นว่า “กว่าจะหาเจอ.. อยู่ด้วยกันแบบนี้ทุกวันนะ..”…

Uncategorized

ผีมารอใส่บาตร หลวงพ่อคูณเล่าให้ฟังตอนออกธุดงค์ เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted by Pinkie on
ผีมารอใส่บาตร หลวงพ่อคูณเล่าให้ฟังตอนออกธุดงค์ เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ผีมารอใส่บาตร หลวงพ่อคูณ

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน ผีมารอใส่บาตร 

หลวงพ่อคูณเล่าให้ฟังตอนออกธุดงค์ อีกหมู่บ้านพร้อมใจกันมาขอส่วนบุญกันมากมาย..ของกินผีนี้ก็แซ่บหลายอยู่..คราวนั้น……หลวงพ่อคูณเริ่มจาริกธุดงค์ออกจากวัดถนนหนทางหักใหญ่ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา มุ่งเข้าสู่จังหวัดหนองคาย

ทางธุดงค์ของหลวงพ่อคูณยึดเอาแนวชายป่าชายเขาอันเปล่าเปลี่ยวเป็นทาง โคจร จะหยุด ปักกลด บำเพ็ญสมที่ธรรม ก็ถือเอาทำเลชัยภูมิซึ่งไกลห่างชุมชนหมู่บ้านพอสมควร หลวงพ่อคูณ วัดบ้านนา เดินเท้าไปเรื่อยกระทั่งถึงจังหวัดหนองคาย จากนั้นก็อาศัยเรือผ่านแม่น้ำโขงไปขึ้นยังฝั่งลาว

ราชอาณาจักรลาวสมัยนั้น ความเจริญมีอยู่แค่เมืองหลวงคือนครเวียงจันทน์เท่านั้นเอง เลยจากเขตเมืองหลวงไปแล้วก็คือป่าเขาลำเนาไพรซึ่งยังเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ ชาวลาวดำเนินชีวิตด้วยความเป็นอยู่เรียบง่าย ทำไร่ทำนาแค่พอกินพอใช้ไปวันๆ แต่ประชาชนซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นคนยากจนส่วนใหญ่นี้ต่างมีจิตศรัทธาเลื่อมใสใน พระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง หลวงพ่อคูณไม่ เคยเข้าไปในประเทศลาวมาก่อน แต่ท่านไม่รู้สึกปริวิตกแม้แต่น้อย เพราะจุดหมายปลายทางของพระธุดงค์กรรมฐานนั้นคือการไปให้ถึงโมกขธรรมอันสูง สุด มิใช่เดินทางไปท่องเที่ยวแสวงหาความรื่นรมย์สนุกสนานหรือสุขสบายใดๆในทางโลก

เส้นทางโคจรของท่านจึงมุ่งสู่ความสงบสงัดเป็นทางเอก และอาศัยบิณฑบาตเท่าที่จะผ่านไปพบเขตคามชุมขนเล็กๆ ตามรายทางเพียงเพื่อประคองสังขารให้ดำรงอยู่เท่านั้น พรรษาแรกในแผ่นดินลาว หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ปวารณาจำพรรษาอยู่ที่ภูควาย โดยอาศัยเถื่อนถ้ำแห่งหนึ่งเป็นที่พักบำเพ็ญเพียรตลอดพรรษา โดยมีชาวบ้านป่าเชิงเขาอุปัฎฐากเรื่องอาหารขบฉัน ซึ่งท่านจะลงจากภูสูงมาบิณฑบาตที่หมู่บ้านนั้นทุกวัน ออกพรรษาแล้ว หลวงพ่อคูณจึงลงจากภูควาย จาริกธุดงค์ต่อไปโดยมุ่งหน้าไปทางทุ่งไหหิน เมื่อไปถึงทุ่งไหหินได้หยุดยั้งปักกลดลง ณ ที่นี้ ตลอด อาณาบริเวณของทุ่งไหหินเป็นที่ราบกว้างไกลสุดสายตา คล้ายกับว่าเป็นทำเลที่ตั้ง

 

เมืองเก่าโบราณซึ่งได้ล่มสลายสูญหายไปหมดสิ้น ไม่เหลือให้เห็นแม้แต่ซากปรักหักพัง คงมีแต่สิ่งอัศจรรย์ทิ้งเอาไว้กลาดเกลื่อนไปตามที่ราบของท้องทุ่งนั่นคือ “ไหหิน”

ไหหินเหล่านี้เป็นแท่งหินทรง กลม ตรงกลางกลวงเว้าลึกลงไป แต่ไม่ทะลุออกไปอีกด้านหนึ่ง หินแต่ละแท่งมีลักษณะคล้ายไหหนึ่งข้าวของชาวลาวทั่วไป ไหหินซึ่งวางกระจายกลาดเกลื่อนมีหลายขนาดทั้งเล็กและใหญ่ บางไหใหญ่ขนาดหลายคนโอบ และมีน้ำหนักเป็นตันๆ ไม่ มีตำนานหรือประวัติบอกกล่าวเล่าถึงที่มาของไหหินเหล่านี้อย่างชัดเจน จึงทำให้ไม่รู้ว่าเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติหรือถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือ มนุษย์ และถ้าเป็น

ไหหินซึ่งมนุษย์ทำขึ้นมา พวกเขามีจุดประสงค์ทำขึ้นมาเพื่ออะไรและทำไมถึงได้มีมากมายนับร้อยๆ ไหเช่นนั้น เมื่อหลวงพ่อคูณมาถึงทุ่ง ไหหินเป็นครั้งแรกนั้น เป็นเวลาโพล้เพล้มากแล้ว ท่านจึงปักกลดใกล้ๆ กับพลาญหินราบเรียบส่วนหนึ่งของพลาญหินเป็นโขดหินชะเงื้อมสูงพอสมควร พอได้อาศัยเป็นที่บังลมอย่างดี เนื่องจากกระแสลมซึ่งพัดผ่านทุ่งไหหินแห่งนี้ออกจะรุนแรงเอาการอยู่ หลัง จากสวดมนต์ทำวัตรแล้ว หลวงพ่อคูณก็เข้าที่

ภาวนาภายในกลด คืนนั้นแม้จะเป็นคืนแรม แต่แสงดาวซึ่งพราวเต็มท้องฟ้าก็ช่วยบรรเทาความมืดไปได้หลายส่วน ทั่วท้องทุ่งซึ่งมีชื่อว่า “ทุ่งไหหิน” แห่งนี้ดูอ้างว้างและเปล่าเปลี่ยวน่าพรั่งพรึงอย่างยากที่จะอธิบายได้ถูก ถ้วน ทว่าหลวงพ่อคูณมิได้ใส่ใจต่อความสงัดวังเวงซึ่งครอบคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ หากเพ่งไปที่จิตเพื่อรวมเป็นสนามสู่กรรมฐานตามลำดับ

แต่ สำหรับคืนนี้ จิตของหลวงพ่อคูณดูเหมือนจะกระสับกระส่ายคล้ายกับไม่ยอมให้สติควบคุมง่ายๆ แต่หลวงพ่อก็ไม่ยอมให้จิตมันแส่ส่ายนำไปสู่ภายนอกได้และในวาระนั้นหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธก็ได้เผชิญกับความอัศจรรย์ ณ ทุ่งไหหิน จู่ๆ ก็มีเสียงอื้ออึงคล้ายพายุกล้ากำลังเคลื่อนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ยิ่งใกล้เข้ามาเสียงอื้ออึงก็ยิ่งชัดเจนขึ้น ประหนึ่งกระแสลมอันบ้าคลั่งจะกวาดเอาสรรพสิ่งในท้องทุ่งไหหินให้ปลิวหายไปจน หมดสิ้น แต่เมื่อเสียง

นั้นเคลื่อนมาจะ ถึงกลดของหลวงพ่อคูณ เสียงของกระแสลมกลับกลายเป็นเสียงโห่ร้องอึ้งคนึงของคนนับพันนับหมื่น ประหนึ่งมีกองทัพกำลังเคลื่อนขบวนยาตราตรงเข้ามา หาก ผู้ซึ่งเผชิญกับปรากฏการณ์อันชวนให้ขนพองสยองเกล้าดังที่ปรากฏ ขาดสติหรือมีกำลังจิตหวั่นไหวอ่อนแอ อาจจะเกิดความหวาดหวั่นพรั่นพรึงถึงขั้นวิปลาสไปก็ได้ แต่สำหรับหลวงพ่อคูณนั้นท่านเคยผ่านประสบการณ์ความกลัวมาหนักหนาสาหัสยิ่ง กว่านี้ เรียก

ว่าเคยกลัวจนถึงขีดสุด กระทั่งไม่รู้จักความกลัวใดๆ ทั้งสิ้นเสียแล้ว เพียงแค่เสียงมากระทบหูเท่านี้จึงไม่ทำให้ท่านเกิดความ หวั่นไหวได้

จากเสียงโห่ร้องอึงอลบอก บ่งถึงความดุร้ายกระหายเลือดก็พลันเปลี่ยนไป กลายเป็นเสียงร่ำไห้คร่ำครวญของผู้ซึ่งกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ทรมาน เหลือจะกล่าว และเสียงเช่นนี้ได้โหยหวยระงมไปทั่วท้องทุ่ง หลวงพ่อคูณกล่าวในภายหลังว่า ณ ทุ่งไหหินแห่งนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ท่านไม่เคยคิดว่าจะได้ยินก็ได้ยิน ไม่เคยคิดว่าจะเห็นก็ได้เห็น ทุ่งไหหินมีอดีตซับซ้อนทับถมกันอยู่จนยากจะแยกแยะออกมาได้ว่าเป็นยุคใดสมัยใด แต่ที่แน่นอนก็คือ ณ ที่ราบของท้องทุ่งแห่งนี้ เป็นที่สถิตของดวงวิญญาณสัมภเวสีนับไม่ถ้วนซึ่งไม่มีที่จะไป ได้แต่เร่ร่อนวนเวียนอยู่ด้วยบุรพกรรมของตัวเองอย่างน่าเวทนา หลวงพ่อคูณกระทำได้ก็แต่เพียงสำรวมจิตเข้าสู่กุศลแล้วแผ่เมตตาออกไปไม่มีประมาณ เพื่อชี้ทางสู่สุคติแก่วิญญาณทรมานทั้งหลายเหล่านั้น

คืนนั้นผ่านไป เมื่อได้อรุณแล้วหลวงพ่อคูณก็ออกบิณฑบาตไปยังหมู่บ้านเล็กๆ ซึ่งอยู่ไกลลิบ พวกชาวบ้านซึ่งเป็นคนป่าคอยดูเหมือนจะไม่คุ้นหรือไม่มีศรัทธาในการทำบุญใส่บาตร เหตุนี้หลวงพ่อคูณจึงได้เพียงข้าวเหนียวมาปั้นเดียว ไม่มีกับข้าวคาวหวานใดๆ ทั้งสิ้น แต่ท่านก็มิได้อนาทรร้อนใจ ได้อะไรก็ฉันเท่านั้น เพราะฉันเพียงเพื่อเลี้ยงดูสังขารให้มันแค่ดำรงอยู่ มิใช่ฉันเพราะต้องการความเอร็ดอร่อยแต่อย่างใด หลวงพ่อคูณหยุดยั้งอยู่ที่ทุ่งไหหินเป็นระยะเวลาสั้นๆ เพราะเห็นว่าไม่เป็นที่สัปปายะสมควรแก่การบำเพ็ญสมณธรรม ประกอบกับผู้คนจำนวนน้อยซึ่งอยู่อาศัยในเขตชายทุ่งไหหินเป็นชาวป่าชาวเขาที่ ค่อนไปทางป่าเถื่อน ไม่นับถือพระไม่นับถือพุทธ ทางเลื่อมใสบูชาลัทธิผีบรรพบุรุษ มีเจ้าป่าเจ้าเขา หลวงพ่อคูณจึงได้เก็บบริขารออกจากทุ่งไหหิน ธุดงค์รอนแรมต่อไปโดยบ่ายหน้าสู่ทิศที่ตั้งของนครเวียงจันทน์ในพรรษานั้น หลวงพ่อคูณจำพรรษาอยู่ที่วัดหนึ่งในนครเวียงจันทน์

หลัง ออกพรรษาแล้ว หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ได้อำลาเจ้าอาวาสผู้มีเมตตาอารีออกเดินธุดงค์ต่อไปอีก และยังไม่คิดกลับเมืองไทย เนื่องจากพอใจในสภาพโดยทั่วไปของแผ่นดินลาวซึ่งอุดมไปด้วยป่าเขาอันรื่นรมย์ เหมาะสมต่อการบำเพ็ญสมนธรรมขจัดกิเลสให้เบาบางไปจนถึงสูญสิ้นในที่สุด หลวงพ่อคูณจาริกธุดงค์ไปเรื่อยๆ หากพบหมู่บ้านก็พอได้อาศัยโคจรบิณฑบาต หากไม่พบพานชุมชนคนอาศัยก็เท่ากับอดอาหารงดฉันไปโดยปริยาย แต่มิได้ทำให้เดือดร้อนวุ่นวายอะไรนัก เพราะจิตใจนั้นอิ่มเอิบเบิกบานอยู่ด้วยธรรมตลอดเวลา จาก เวียงจันทน์ หลวงพ่อคูณจาริกไปจนถึงเมืองหลวงพระบางและได้จำพรรษาที่หลวงพระบางอีกหนึ่ง พรรษา ครั้นออกพรรษาแล้วก็ออกธุดงค์จากทางเหนือล่องลงมาทางใต้ของประเทศ กระทั่งเข้าเขตเมืองผาเลน

ห่างจาก เมืองผาเลนไปไม่ไกลนัก มีทิวเขาโอบล้อมทอดตัวสลับซับซ้อนอยู่ด้านหนึ่ง เมื่อหลวงพ่อคูณจาริกผ่านเชิงเขาขนาดย่อมก็พบถ้ำแห่งหนึ่งดูร่มรื่นสงัด เงียบเป็นที่น่าพอใจ ไม่ไกลจากถ้ำมีธารน้ำไหลใสสะอาด พออาศัยใช้เป็นน้ำสรง น้ำดื่มได้สะดวก และที่ตีนเขามีหมู่บ้านหลายหลังคาเรือน ชาวบ้านเหล่านั้นก็แสดงความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง เมื่อชาวบ้านเห็นหลวงพ่อคูณมาปักกลดบำเพ็ญธรรมอยู่ที่ถ้ำผาเลน ก็พากันปีนป่ายไต่เขาขึ้นมานมัสการท่านถึงในถ้ำ แล้วนิมนต์ให้ท่านอยู่ที่ถ้ำนี้นานๆ เพื่อที่พวกตนจะได้มีโอกาสทำบุญใส่บาตรสร้างกุศลกันบ้าง เพราะไม่มีพระสงฆ์องค์เจ้าผ่านมานานแล้ว หลวงพ่อคูณก็รับนิมนต์ ทำให้ชาวบ้านพากันปีติยินดีกันทั่วหน้า และกล่าวย้ำแก่ท่านว่าอย่าได้วิตกกังวลเรื่องภัตตาหาร พวกเขาจะเตรียมอาหารไว้ใส่บาตรทุกๆ เช้ามิให้ขาด คืนนั้นหลวงพ่อคูณเข้าไปอาศัยถ้ำใหญ่แห่งนั้นเป็นที่บำเพ็ญเพียรด้วยความ รู้สึกปลอดโปร่งเป็นที่น่าพอใจ เพราะอากาศภายในถ้ำไม่อับชื้น มีกระแสลมไหลผ่านวนเวียนตลอดเวลา ตราบกระทั่ง ถึงเวลาได้อรุณขอบฟ้าเริ่มเรืองแสงจางๆ หลวงพ่อคูณจึงเตรียมตัวออกบิณฑบาต แต่อากาศขณะนั้นยังขมุกขมัวมืดมัวไปทั่ว ประกอบกับภูมิอากาศบนภูเขามีหมอกลงจัดทำให้มองออกไปไกลๆ ไม่ได้เลย หลวงพ่อคูณสะพายบาตรเรียบร้อยก็ออกจากบริเวณหน้าถ้ำเดินลงมาตามทางเล็กๆ ซึ่งคดเคี้ยวและลาดชัน มาจนถึงทางแยกลงทางที่ทอดลงไปยังหมู่บ้านตีนเขา จึงตัดสินใจไปทางซ้าย

เส้นทางสายนี้อ้อมภูเขาลาดลงไปไม่ชันนัก แต่ทางเดินออกจะรกเรื้อด้วยหญ้าและวัชพืชคลุมหน้าดินค่อนข้างหน้า เดินตามทางไปสักครู่ใหญ่ความสว่างได้เพิ่มขึ้นและหมอกก็จางลง หลวงพ่อคูณเพิ่งสังเกตเห็นว่าทางที่ท่านเดินผ่านไปนั้นกว้างขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งไปบรรจบที่ราบกว้าง มีเงาตะคุ่มของกองอิฐเก่าๆ ซึ่งทะลายลงมาระเกะระกะ และมีซากกำแพงปรักหักพังเป็นส่วนๆ อยู่ในบริเวณนั้น หลวงพ่อคูณรู้สึกแปลกใจเหมือนกันที่เห็นภูมิประเทศออกจะพิกลอยู่ ท่านจำได้ว่าตอนที่เดินผ่านหมู่บ้านก่อนจะขึ้นภูเขามาถึงถ้ำไม่เคยเห็นกอง อิฐกองหินหรือซากกำแพงแม้แต่น้อย แต่เหตุใดเช้าวันนี้จึงได้มีสภาพผันแปรเปลี่ยนไปผิดตามากเหลือเกิน หรือว่าท่านอาจจะมาผิดทาง เลยเดินเข้าหมู่บ้านด้านซึ่งไม่เคยผ่านมาก่อน แล้วความคิดซึ่งไม่แน่ใจว่ามาผิดทางก็พลันหมดไป เมื่อแลไปข้างหน้าชาวบ้านทั้งหญิงชายหลายคนยืนถือขันข้าวและถาดใส่อาหารรอ คอยใส่บาตรอย่างเงียบๆ อยู่ข้างทางเดิน หลวงพ่อคูณจึงเดินเข้าไปด้วยกริยาอันสำรวม สายตาทอดต่ำเพียงมองเห็นเลยไปแค่ 3 – 4 ก้าว

หลวงพ่อคูณเปิดฝาบาตร รับข้าวและกับข้าวซึ่งห่อด้วยใบตองเป็นห่อเล็กๆ ไปจนสุดแถว แล้วท่านก็เดินกลับโดยอาการอันสงบเช่นเดิน ขณะที่เดินย้อนกลับขึ้นเขาหลวงพ่อคูณยังมีข้อสะกิดใจสงสัยอยู่อีกประกากร หนึ่งก็คือ ทำไมชาวบ้านที่นำอาหารมาใส่บาตรจึงเงียบเชียบกันเหลือเกิน ตลอดเวลาที่ท่านเดินผ่าน ไม่มีใครสนทนาพูดคุยกันเลย ทุกคนไม่ว่าจะใส่บาตรแล้วหรือกำลังรอใส่บาตรต่างก็ยืนนิ่งทื่อๆ ยืนอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น ไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนย้ายหรือเดินไปเดินมาตามประสาคนทั่วไป ไม่มีการทักทายหรือพูดคุยซึ่งกันและกัน ซึ่งออกจะผิดวิสัยธรรมชาติของสังคมคนหมู่มากทำให้บรรยากาศดูสงัดวังเวงบอก ไม่ถูก หลวงพ่อคูณครุ่นคิดเพียงเท่า นี้ก็เลิกใส่ใจ ด้วยเห็นว่าไร้ประโยชน์ไร้สาระที่จะนำมาเป็นกังวล ท่านเดินมาตามเส้นทางเดิมซึ่งทอดอ้อมเขาขึ้นมาจนถึงถ้ำ หลังจากฉันเรียบร้อยแล้วหลวงพ่อคูณได้นำบาตรไปชำระล้างที่ลำธาร เศษข้าวเศษอาหารซึ่งเหลือจากฉันได้นำมากองไว้บนก้อนหินเพื่อให้ทานแก่สัตว์ ตัวเล็กๆ อีกต่อหนึ่ง แล้วหลวงพ่อก็นำบาตรกลับมาผึ่งแดดที่หน้าถ้ำ จากนั้นท่านจึงเข้าที่ปฏิบัติทางจิตนั่งสมาธิสลับกับการเดินจงกรม กระทั่งครบกำหนดเวลาในตอนเย็นหลวงพ่อคูณก็ไปสรงน้ำที่ลำธาร

คราว นี้ท่านรู้สึกแปลกใจที่เห็นเศษข้าวเศษอาหารซึ่งท่านวางกองไว้บนก้อนหินมิได้ พร่องไปเลย แสดงว่าไม่มีสัตว์เล็กๆ เข้ามากินแม้แต่ตัวเดียว ซึ่งเรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องแปลกเอาการ เพราะ ตลอดระยะเวลาที่ท่านเดินธุดงค์ หากมีเศษข้าวเศษอาหารเหลือจากฉันแล้วท่านวางกองทิ้งไว้ สัตว์เล็กๆ จะเข้ามากินจนหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือทุกครั้ง แต่สำหรับครั้งนี้ แม้แต่มดตัวเล็กๆ ก็ยังไม่มาตอมเสียด้วยซ้ำ เช้าวันต่อมาก่อนออกไปบิณฑบาต หลวงพ่อคูณแวะไปดูกองเศษข้าวและเศษอาหารเพราะกลัวจะบูดเน่า ปรากฏว่าหายไปหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือเศษเล็กเศษน้อยตกค้างเอาไว้เลย เมื่อเข้าไปพิจารณาดูใกล้ๆ ยิ่งน่าแปลกหนักเข้าไปอีก เพราะถ้าหากมีสัตว์มากินเศษอาหารจะต้องทิ้งร่องรอยเอาไว้ แต่เท่าที่หลวงพ่อคูณเห็นขณะนั้น บนก้อนหินเกลี้ยงเกลาประหนึ่งไม่เคยวางเศษอาหารใดๆ เอาไว้เลย ดุจเศษอาหารทั้งหมดหายวับไปเฉยๆ หลวงพ่อคูณปฏิบัติสมณธรรมอยู่ที่ถ้ำผาเลนได้๓ – ๔ วัน ชาวบ้านตีนเขาหลายคนก็ขึ้นมาหาหลวงพ่อถึงที่ถ้ำด้วยความเป็นห่วง เพราะตั้งแต่ท่านมาอยู่ถ้ำผาเลนไม่เคยลงไปบิณฑบาตที่หมู่บ้านเลยทั้งๆ ที่รับนิมนต์พวกเขาไว้แล้ว หลวงพ่อคูณบอกว่าได้ลงเขาไปบิณฑบาตทุกเช้าไม่ได้เว้นแม้แต่วันเดียว ทำไมชาวบ้านจึงกล่าวหาว่าท่านไม่ไปบิณฑบาตล่ะ

ชาว บ้านก็พากันงุนงงสงสัย เพราะทั่วทั้งหมูบ้านไม่มีใครเห็นหลวงพ่อ อีกทั้งข้าวปลาอาหารซึ่งทำเตรียมไว้เพื่อใส่บาตรก็ค้างเก้อมาทุกวัน จะว่าหลวงพ่อคูณหลงทางไปบิณฑบาตหมู่บ้านอื่นก็เป็นไปไม่ได้ เพราะตลอดระแวกนี้ไม่มีหมู่บ้านอื่นใดอีกมีแต่ป่าเขาและดงไม้ไปตลอด ชาว บ้านสอบถามหลวงพ่อคูณว่าท่านลงจากเขาไปทางทิศไหน หลวงพ่ออธิบายว่าออกจากถ้ำแล้วก็ไปตามทางเดินลงเขา พอถึงทางแยกก็เลี้ยวซ้ายเป็นทางอ้อมภูเขาไป ชาวบ้านพอรู้ว่าหลวงพ่อคูณไปทางไหน พวกเขาก็พูดแทบจะพร้อมๆ กันว่า “หลวงพ่อไปบิณฑบาตกับผีเสียแล้ว” จากนั้นจึงได้อธิบายต่อไปว่าเส้นทางที่จะลงจากเขาไปสู่หมู่บ้านนั้นต้องแยก เข้าทางเดินขวามือ หากเลี้ยวซ้ายซึ่งเป็นทางเดินเก่าๆ อ้อมภูเขาไปนั้นคือทางไปเมืองร้างมาแต่โบราณกาล ไม่มีผู้คนอยู่อาศัยแม้แต่คนเดียว ชาวบ้านตีนเขายังไม่กล้าล่วงล้ำเข้าไปในเขตเมืองร้างแห่งนั้น เพราะเคยมีคนไปเจอภูตผีปิศาจน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงที่เมืองร้างมาแล้ว

หลวงพ่อคูณรับฟังเรื่องซึ่งท่านไม่เคยคาดคิดมาก่อนเมื่อพวกชาวบ้านเล่าความจนหมดสิ้นท่านก็ได้แต่หัวเราะหึๆ บอกแก่ทุกคนว่า “เป็นบุญของผีเมืองร้างที่ได้ใส่บาตรพระ ซ้ำยังช่วยต่อชีวิตพระไปได้อีกหลายมื้อ จะว่าไปแล้วข้าวปลาอาหารของผีนี่มันก็แซ่บหลายอยู่……”เช้าวันรุ่งขึ้นหลวงพ่อคูณก็ออกบิณฑบาตตามกิจของท่าน เมื่อลงจากเขามาถึงทางแยกซ้ายขวา ท่านตัดสินใจเดินไปทางซ้าย ซึ่งเป็นเส้นทางไปบรรจบกับเมืองร้าง เมื่อเข้าสู่เขตเมืองร้างแล้ว คราวนี้ท่านมองไม่เห็นมีใครมารอคอยใส่บาตรเช่นทุกเช้าที่ผ่านมา ที่เห็นอยู่เบื้องหน้าท่ามกลางสายหมอกหม่นมัว คือซากปรักพังของเมืองโบราณซึ่งล่มสลายไปหมดสิ้น ความรุ่งเรืองของศิลปวัตถุทั้งหลายเหลือเพียงแต่เศษอิฐหินที่รอคอยการผุพัง กลายเป็นธุลีดินไปในที่สุด หลวงพ่อคูณ สงบจิตจนแนบสนิทอยู่กับกุศลซึ่งท่านได้สั่งสมมา แล้วแผ่เมตตาออกไปยังวิญญาณทั้งหลายที่ยังวนเวียนอยู่ในอาณาบริเวณเมืองร้าง แห่งนี้ เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นได้พบกับทางไปสู่สุคติที่ดีกว่า จากนั้นหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ก็เดินกลับย้อนไปตามทางเดิม เมื่อถึงทางแยกท่านก็เลี้ยวไปตามทางลงเขาทอดไปสู่หมู่บ้านตีนเขา ซึ่งชาวบ้านกำลังเตรียมอาหารรอคอยใส่บาตรอยู่

นี่ คือประสบการณ์เผชิญวิญญาณบนเส้นทางธุดงค์ครั้งหนึ่งของหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ หรือท่านเจ้าคุณพระญาณวิทยาเถระ แห่งวัดบ้านไร่ อำเภอด่านขุดทด จังหวัดนครราชสีมา………

Uncategorized

สุสานยายแก่ เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted by Pinkie on
สุสานยายแก่ เรื่องเล่า-เรื่องหลอน
สุสานยายแก่

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน สุสานยายแก่

เรื่องนี้เกิดขึ้นโดยตรงกับแม่เราค่ะ เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว เวลานี้แม่เราอยู่ที่จีน มันจะมีสะพานผ่านแม่น้ำแห่งหนึ่ง ด้านล่างจะเป็น สวนสาธารณะ เปิดใหม่ ให้ผู้คนไปนั่งพักผ่อนเดินเที่ยวพักผ่อนริมน้ำกัน..

เย็นวันหนึ่ง แม่พวกเราก็ไปเดินเที่ยวกันที่สวนที่นั้น พอเพียงตอนค่ำๆขณะเดินๆอยู่ สายตาแม่ก็เหลือบไปมองเห็นยายแก่เค้าหน้าเศร้าๆอายุราว 80 เดินหลังค่อมๆกำลังจะลงไปในแม่น้ำกับกระบอกไม้ไผ่ แม่ก็เลยเดินเข้าไปถามว่า ‘คุณยายจะลงไปเพราะเหตุใด?’ คุณยายตอบว่า ‘จะลงไปตักน้ำ..’ ด้วยความสงสารคนวัยชรา แม่จึงยื่นน้ำให้เอ็งไป 1 ขวด กับเงินอีก 20 หยวน พร้อมทั้งกล่าวว่า ‘คุณยายเอานี่ไปดีมากยิ่งกว่า สักครู่จะตกลงไป’ คุณยายหันมาบอกแม่ว่า ‘ขอบใจนะ ขอให้โชคดีๆ’ แม่รับคำ แล้วก็ถามคุณยายต่อว่า ‘แล้วนี่คุณยายจะไปไหนต่อ?’ คุณยายว่า ‘จะกลับไปอยู่บ้าน..’ พร้อมด้วยชี้มือไปสุดทางเท้า ซึ่งแม่มองดูแล้วไม่น่าจะมีบ้านคนแถวนั้นได้ จากนั้นคุณยายก็เดินจากไป..

พอตอนกลับ แม่ก็เดินไปทางเดียวกับที่ยายคนนั้นเดินไป เดินไปเรื่อยๆ แม่ก็เริ่มรู้สึกเย็นวูบวาบแปลกๆ พอรู้ตัวอีกทีก็คือแม่กำลังเดินผ่านหลุมศพนับร้อย เนื่องจากสวนสาธารณะตั้งอยู่ติดกับพื้นที่สุสานนั่นเอง แล้วแม่ก็ต้องขนลุกวาบอีกรอบ เพราะเห็นมีขวดน้ำตั้งอยู่ที่หลุมศพหลุมหนึ่ง แม่เริ่มใจคอไม่ดี แต่ก็ยังกัดฟันเดินเข้าไปดู.. แม่เล่าว่าแม่ถึงกับเข่าอ่อนเลยค่ะ! เพราะที่สุสานนั้นมีขวดน้ำ พร้อมกับเงิน 20 หยวนวางอยู่ และรูปหน้าสุสานก็คือยายคนเมื่อกี้นี่เอง..

ภายหลังแม่ก็มาทราบว่า เมื่อไม่นาน ยายคนนี้แกจมน้ำเสียชีวิตที่แม่น้ำแห่งนี้ แต่เหมือนแกจะไม่มีลูกหลาน ก็เลยไม่มีใครมาเยี่ยม หรือมาถวายอะไรให้แกเลย.. พอได้รู้แบบนั้น แม่ก็จะคอยมาวางอาหาร และน้ำที่หลุมศพของยายแกเรื่อยมาค่ะ…

Uncategorized

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน ผีอำแม่

Posted by Pinkie on
เรื่องเล่า-เรื่องหลอน ผีอำแม่
ผีอำแม่

ผีอำแม่ เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

เรื่องนี้เป็นประสบการณ์จริงจากคุณพลอย.. พลอยอยู่บ้านกับแม่สองคนที่อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี.. แม่ของพลอยเป็นหมอที่ต้องทำงานหนัก และพักผ่อนน้อยเป็นประจำ

แม่ของพลอยเล่าให้พลอยฟังว่าถูกผีอำอยู่บ่อยมาก ซึ่งพลอยเองก็กลัวครั้งใดก็ตามฟัง เนื่องจากส่วนใหญ่เรื่องราวที่แม่เล่า ชอบเกิดขึ้นที่บัานนี้.. ดังเช่นมีวันหนึ่ง แม่ของพลอยกลับมาจากงานดึกมาก เมื่อถึงเตียงก็นอนโดยทันที รวมทั้งในคืนนั้นเองก็รู้ตัวตื่นมากมายลางมืดค่ำ เพราะเหตุว่าเสมือนมีเสียงคนกำลังหัวเราะในคออยู่ใกล้ๆแต่ไม่อาจจะลืมตา ออกเสียง หรือขยับร่างกายได้เลย รวมทั้งเสียงหัวเราะก็ยังคงอยู่ไปอีกครู่หนึ่งใหญ่ ซึ่งกว่าจะหายไป และก็กลับมาปกติได้ใช้เวลาอยู่ยาวนานมาก

หรือบางครั้งที่แม่นั่งหลับอยู่ที่เก้าอี้ชั้นล่างก็ยังเคยถูกผีอำ โดยที่ไม่สามารถขยับร่างกายได้ แต่ครั้งนั้นสามารถลืมตามาได้อยู่ครึ่งหนึ่ง แม่พยายามจะเรียกพลอยที่อยู่ในครัว แต่ก็ไม่สามารถอ้าปากออกเสียงได้เลย สักพักก็มีเสียงเท้าเดินเข้ามาใกล้ๆ แม่เข้าใจว่าเป็นพลอยจะมาปลุก แต่ด้วยตาที่ลืมได้อยู่เพียงครึ่งหนึ่งจึงมองได้เพียงที่พื้นข้างๆ ตัว.. แม่บอกว่าเห็นเป็นเท้าคนที่ดูซีด และมีขนาดใหญ่ มายืนอยู่ข้างๆ..

แต่แม่พลอยด้วยความที่เป็นหมอ ก็จะมองไปในเชิงวิทยาศาสตร์ และก็เข้าใจว่าเป็นอาการเกรง หรือผิดปกติของกล้ามเนื้อและสมองที่เกิดจากการอ่อนเพลีย และพักผ่อนน้อยเกินไป แต่สำหรับพลอย พลอยไม่คิดแบบนั้นเลย..

พลอยเล่าต่อว่า.. เพราะมีเรื่องหนึ่งที่พลอยยังไม่เคยเล่าให้แม่ฟังเลยจนถึงทุกวันนี้.. วันนั้นเป็นวันศุกร์พลอยจำได้ดี กลางดึกคืนนั้นพลอยได้ยินเสียงดังกึกกักเป็นระยะๆ มาจากห้องแม่ พลอยมาเคาะประตูห้องเรียกแม่ก็ไม่ยอมเปิด พลอยจึงเปิดเข้าไป และพลอยเห็น.. มีร่างหญิงผมยาวใส่ชุดไทยโบราณนั่งทับอก ตาจ้องเขม็ง และก็เอามือสองข้างปิดหน้าแม่อยู่.. ถึงจะมืดแต่มันชัดเจน และน่ากลัวมากๆ

หลังจากนั้นเมื่อมีโอกาส พลอยจะชวนแม่ไปทำบุญที่วัดเสมอๆ โดยทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย และพลอยก็ไม่เคยคิดจะบอกสิ่งที่ตนเองเห็นให้แม่รู้เลย..…

Uncategorized

หอสามแพร่ง เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted by Pinkie on
หอสามแพร่ง เรื่องเล่า-เรื่องหลอน
หอสามแพร่ง

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน หอสามแพร่ง

เรื่องนี้หลายปีมาแล้ว เวลานี้พวกเราอยู่หอพักที่เชียงใหม่ แถว วิทยาลัยครู เป็นหอพักที่อยู่ตรง ทางสามแพร่ง พอดิบพอดี ห้องที่พวกเราอยู่อยู่ชั้น 4 เป็นข้างบนสุด แล้วก็ขอบสุด มองดูลงไปมองเห็นทางสามแพร่งเลย ห้องชิดกันเป็นน้องผู้ชายที่พึ่งจะย้ายขึ้นมาจากชั้น 2 เหตุเพราะเป็นหอพักที่สร้างมานาน ราว 10 ปี+ ก็เลยมีโทรศัพท์สายตรงในห้องด้วย ก็ใช้โทรศัพท์นี่แหละคุยกันกับน้องผู้ชาย คือจีบเค้าว่างั้นเหอะ

เรื่องมีอยู่ว่า คืนวันหนึ่งพวกเรากลับจากไปท่องเที่ยวร้านค้าอุ่นเครื่องกับเพื่อน กลับมาก็ตี 2 กว่าแล้ว เพื่อนพ้องก็มาที่ห้องพวกเรา อยู่รอแฟนมารับไปส่งบ้าน ราวเกือบตี 3 พวกเราได้ยินเสียงเปิดประตูของห้องน้องด้านข้างและก็ปิด แล้วก็เสียงคนเดินออกไป พวกเราก็รีบแอบเปิดทางออกไปดูให้ทันตอนเค้าเลี้ยวลงบันไดพอดิบพอดี แต่ภาพที่มองเห็นเป็นน้องเค้าเดินลงไปกับน้องหญิงคนหนึ่ง หน้าตาสวย แถมน้องผู้หญิงคนนั้นยังหันมายิ้มให้พวกเราด้วยแบบขำๆพวกเราก็แบบ ตายห่าละ แฟนเค้าหรือไม่? สงสัยไปเล่าให้แฟนฟังหมดแล้วมั้ง เรื่องที่เราโทรไป ก็เลยแบบเฟลอ่ะ ก็กลับมาบ่นกับเพื่อนว่า เนี่ย..น้องข้างห้องออกไปกับแฟน เซ็งเลย

คืนต่อมา น้องเค้าก็โทรมาคุย (เอ๊ะ หรือเราโทรไปไม่แน่ใจ) ก็คุยนั่นโน่นนี่ไปเรื่อย ทีแรกเราไม่กล้าถามเรื่องแฟน จนแบบ โอเค คุยกันจนขนาดนี้ เข้าเรื่องได้ละมั้ง เลยแอบหยอดๆ ไปว่า ‘เมื่อคืนออกไปไหนกันเหรอ? ออกไปกินข้าวหรือส่งแฟนกลับหอ?’ ทีแรกน้องเค้าก็นึกว่าเราเล่นมุก เลยแบบ ‘ครับ..ไปส่งแฟน’ เราก็บอก ‘เออ แฟนน่ารักดีนะ บลาๆ’ จนน้องบอก ‘พี่อำผมเล่นใช่มะ?’ พอเราเล่าสิ่งที่เห็นให้เค้าฟัง เค้าก็บอก ‘แป๊บนะพี่..’ แล้วก็โทรเรียกเพื่อนๆ ขึ้นมาเลยจ้า เพื่อนน้องก็มาถามเราว่า คนที่เห็นใช่ใครในกลุ่มไหม? ซึ่งมันไม่ใช่ เราก็บอกรูปพรรณสันฐานไปว่า เป็นผู้หญิงผิวขาว ผมบ๊อบหน้าม้า ใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงขาสั้น พอไม่ได้เรื่องก็โทรถามทุกห้องในชั้น 4 เลย ว่าตอนประมาณเกือบตี 3 เมื่อคืน มีใครออกจากห้องไหม? ก็ไม่มี.. กลายเป็นเรื่องใหญ่เลยจ้า และพี่ที่ดูแลหอ แน่นอนว่านางต้องปฏิเสธไปตามระเบียบ ว่าหอไม่มีผี..

ตัวน้องผู้ชาย (ซึ่งบัดนี้คลุมโปง ไม่รู้กลัวผีหรือกลัวเรา) ยืนยันว่าออกไปคนเดียว ไม่มีผู้ติดตาม และฮีออกไปร้านเกม จากนั้นการสืบสวนก็เกิดขึ้น ได้ความแรกมาว่า ก่อนหน้าที่น้องเค้าจะย้ายขึ้นมา มีน้องผู้ชายคนหนึ่งมาอยู่ได้ไม่ถึงเดือนก็ขอย้ายออก เพราะมีคืนหนึ่งมองจากระเบียงออกไปที่ทางสามแพร่งหน้าหอ เห็นผู้หญิงชุดขาวคนหนึ่งยืนอยู่ ตรงรั้วริมถังขยะ กำลังมองขึ้นมา รูปพรรณสันฐานคล้ายกับที่เราเห็นเลย

นั่นทำให้เรานึกย้อนไปถึงเมื่อตอนที่เราไปเที่ยว แล้วแฟนของเพื่อนมาส่งที่หอ มันทำท่ากลัวๆ แล้วบอกว่า ‘อยู่หอนี้เหรอวะ หอผีสิงนะเว้ย!’ เราเลยกลับไปถามแฟนเพื่อน มันบอกว่า ‘ก็ไม่เชิงผีสิงหรอก แต่เคยมีคนที่รู้จักอยู่หอนี้ เป็นผู้หญิงน่ารัก ถูกรถชนตาย แต่ไม่รู้ว่าจะคนเดียวกันหรือเปล่านะ..’ ส่วนตอนที่เราเห็นน้องผู้หญิง คือแบบว่า มันไม่เหมือนผีเลยนะ มูฟเมนท์อะไรก็คือเหมือนคนปกติ แถมยิ้มให้อีกต่างหาก! เลยไม่รู้สึกอะไร ปกติก็ไม่ใช่คนกลัวผี เจอเรื่องแปลกๆ จนชิน.. ส่วนน้องผู้ชายข้างห้อง พอเกิดเรื่องฮีก็ไม่สามารถนอนคนเดียวได้เลยจ้า ต้องขอลงไปนอนกับเพื่อนที่ชั้น 2 แล้วก็ย้ายลงไปทันทีตอนสิ้นเดือน เรานี่อย่างเซ็ง 555…

Uncategorized

สาวปากฉีก ตำนานผีเมืองญี่ปุ่น เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted by Pinkie on
สาวปากฉีก ตำนานผีเมืองญี่ปุ่น เรื่องเล่า-เรื่องหลอน
สาวปากฉีก ตำนานผีเมืองญี่ปุ่น

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน สาวปากฉีก ตำนานผีเมืองญี่ปุ่น

สาวปากฉีกเป็นตำนานเมือง (urban legend) ของญี่ปุ่นที่มี การแพร่ระบาด เป็นระยะๆ ตามตำนานกล่าวไว้ว่า สาวปากฉีก หรือ คุชิซาเกะอนนะ เป็นผีญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงอีกตนหนึ่ง ลักษณะของสาวปากฉีกคือ ปากจะฉีกถึงใบหู เรื่องเล่าของสาวปากฉีกมีทั้งฉบับดั้งเดิมกับฉบับปัจจุบัน ตำนานสาวปากฉีกในสมัยเฮอันเล่ามาว่า มีหญิงสาวที่งดงามยิ่งนัก ไม่เป็นรองใครในแผ่นดิน เป็นภรรยาของซามูไรที่มีชื่อเสียง แต่โชคร้ายที่สามีของเธอ สงสัยว่าเธอจะไปมีชู้ ด้วยความโกรธจึงใช้ดาบคาตานะ ตัดปากของเธอจนฉีกถึงใบหู เพื่อทำลายความงามของเธอ พร้อมทั้งถากถางว่า อย่างนี้แล้วใครจะคิดว่าเธองดงามอีก

สาวปากฉีกเมื่อตายไปจึงกลายเป็นวิญญาณพยาบาท มีพฤติกรรมที่น่ากลัว คือ มักจะยืนอยู่ตรงริมถนน ในช่วงเย็นๆถึงค่ำ ในวันที่หมอกลง และจะสวมผ้าปิดปากไว้ พอใครเดินผ่านมาจะเข้าไปทัก แล้วถามว่า ฉันสวยไหม? ถ้าตอบกลับไปว่าก็สวยแล้วสาวปากฉีกจะถอดผ้าปิดปากออก แล้วถามอีกครั้งว่า แล้วแบบนี้ล่ะ? เหยื่อที่เห็นใบหน้าที่แท้จริงของสาวปากฉีก ถ้าตกใจแล้วพยายามวิ่งหนี สาวปากฉีกจะวิ่งไล่ และหนียังไงก็หนีไม่พ้น สาวปากฉีกจะเล่นงานเหยื่อโดยจะตัดให้ปากฉีกเหมือนเธอ เชื่อกันว่าหากถูกสาวปากฉีกวิ่งไล่ให้โยนขนมหวานชื่อดัง จะดึงความสนใจสาวปากฉีกไปที่อื่นได้ และยังมีเรื่องเล่าต่อเนื่องในการตอบคำถามของเธอครั้งที่สอง หากตอบว่าไม่สวยเธอก็จะวิ่งไล่และเล่นงาน แต่หากตอบว่า ก็ดูปกติดีนี่ ก็สวยดีนี่ สาวปากฉีกจะพอใจและไม่ทำร้ายเหยื่อ แล้วจากไปแต่โดยดี

สาวปากฉีกจะเป็นอันตรายกับมนุษย์หรือไม่ แล้วแต่สถานการณ์ เธอมีความรวดเร็วสูง และใช้มนต์มายาได้เล็กน้อย ชื่นชอบเวลาได้รับคำชม หรือรู้สึกว่าตัวเองสวย เกลียดคนที่พูดโกหก และคนที่กลัวเธอ เมื่อตำนานดังกล่าวเผยแพร่ สิ่งที่เกิดขึ้นคือเด็กทุกคนรวมถึงผู้ใหญ่ ประชาชนทุกคนในประเทศญี่ปุ่นต่างเตรียมมาตรการป้องกันกันอย่างจริงจัง ถึงขนาดรัฐบาลออกโฆษณามาเลยนะ เด็กทุกคนจะต้องพกลูกกวาดติดกระเป๋า (พ่อแม่บางคนถึงกับต้องเช็คกระเป๋าลูกทุกครั้งก่อนออกจากบ้านว่ามีลูกกวาดอยู่หรือไม่) หากเดินในที่เปลี่ยวๆก็ต้องท่องคาถา บทสวดมนต์ไปตลอดทาง มีคนอ้างว่าเจอสาวปากฉีกไม่น้อยรายและมาออกรายการสยองขวัญตามทีวีจนเป็นที่โด่งดัง อุปทานหมู่ดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นครั้งแรกในปี 1979 จากนั้นค่อยๆซาลง และกลับมาระบาดอีกครั้งในปี 2004 และ 2007 ตามลำดับ…

Uncategorized

สามเณรที่สูญหาย เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted by Pinkie on
สามเณรที่สูญหาย เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

สามเณรที่สูญหาย

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน สามเณรที่สูญหาย

เรื่องมีอยู่ว่า สมัยก่อนที่วัดแห่งหนึ่งใน นครสวรรค์มีพระพุทธรูปองค์หนึ่ง เป็นรูปปางยืน ขนาดเท่าตัวคนจริง เป็นพระพุทธรูปที่หลอมขึ้นมาใหม่นำมาที่วัดได้ไม่นาน

ที่ วัดนั้นมีเณรและพระมาบวชกันจำนวนมากพอสมควร มีอยู่ช่วงหนึ่งที่มีเหตุการณ์แปลก คือ สามเณร ที่วัดหายตัวไปทีละคน ตอนแรกเจ้าอาวาสก็ไม่ได้คิดอะไร คิดว่าสามเณรคงจะหนีกลับบ้าน ก็ได้เพราะยังเด็กอยู่อาจคิดถึงบ้าน

แต่แล้วสามเณรก็หายไปมากขึ้นเรื่อยๆ เจ้าอาวาสก็เริ่มเอะใจ จนมาเป็นเรื่องกันตอนที่โยมพ่อ โยมแม่ ของสามเณรที่หายมาหาก็บอกว่าไม่ได้กลับไปบ้าน ช่วงนั้นพระผู้ดูแลโบสถ์ท่านบอกว่า เห็นว่ามีเศษผ้าจีวรขาดๆ
ไปติดอยู่ที่ปากพระพุทธรูปที่ว่า เอาออกหลายครั้งแล้วก็มีมาใหม่ทีแรกคิดว่าอาจมีใครเล่นพิเรนมากลั่นแกล้งแต่ท่านมาสังเกตุเห็นว่า พระพุทธรูปองค์นี้มีขนาดใหญ่ขึ้น
จากตอนแรกท่านว่าขนาดเท่าคนจริง ตอนนี้สูงสัก 2 เมตรได้แล้วมั้ง
ท่าน ว่าท่านคงคิดมาก ก็ไม่ค่อยได้ติดใจอะไร แต่ก็กำชับไม่ให้พระ สามเณร ออกมาข้างนอกตอนยามวิกาล แต่จะเห็นได้ว่าสามเณรที่หายตัวไป ส่วนมากจะอยู่กุฎิแถวๆพระพุทธรูปนั้นแต่เหตุการณ์ก็ยังต่อเนื่องอยู่ สามเณรก็ยังคงหายตัวไปอีก
เจ้า อาวาสรู้สึกผิดสังเกตมาก จนพระท่านที่เฝ้าโบสถ์เรียกเจ้าอาวาส วิ่งมาด้วยความตกใจ เรียกเจ้าอาวาสไปดูอะไรอย่างหนึ่ง เมื่อท่านเจ้าอาวาสมาพบก็ได้แต่ตะลึง เพราะพระพุทธรูปองค์ดังกล่าว จากตอนแรกที่ผมบอกว่าเป็นปางยืน ขณะนี้ได้อยู่ในท่าปางนอน เป็นท่านอนตะแคงแล้วเอามือข้างหนึ่งดันเศียรเอาไว้ แล้วขนาดก็ใหญ่ขึ้นด้วย
ท่านบอกว่าตอนนั้นใหญ่กว่าคน 3 คนอีกแล้วที่น่ากลัวคือ พบเศษจีวรติดที่แถวปากพระพุทธรูปนั้นอีกแล้ว
เห็นอย่างนี้ท่านเจ้าอาวาสก็ไม่รอช้า จัดเวรยามเฝ้าพระพุทธรูปองค์นี้จนเช้า
วัน รุ่งขึ้นจึงจ้างช่างประตู ทำเป็นประตูเหล็กล้อมกรอบให้ขนาดใหญ่กว่าตัวพระพุทธรูปเล็กน้อย ล้อมจนหมด นับจากนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์สามเณรหายอีกเลย แล้วก็ไม่พบสามเณร ที่สูญหายไปจนถึงเดี๋ยวนี้เช่นกัน

-เรื่องนี้ฟัง มาจากผู้สูงอายุ แถวบ้านนะ ฟังหูไว้หู ที่จริงไม่อยากเล่าเท่าไรเพราะเกี่ยวเนื่องถึงพระพุทธรูป อาจเป็นการทำลายศาสนาในทางลบได้ แต่มูลเหตมีจริง คนที่อยู่นครสวรร ถ้าอยากรู้ไปวัดวัดหนึ่ง ที่อยู่แถวๆตีนเขา เข้าไปท่านจะเห็นพระพุทธรูปปางนอน ขนาดยาวประมาณ 3-4 ช่วงคน ถูกตีประตูล้อมเอาไว้ขนาดใหญ่กว่าตัวเล็กน้อย ไม่มีเครื่องหอมบูชา ไม่ให้กราบไหว้ แล้วก็ประตูถูกล็อคปิดตาย!!

 …

Uncategorized

เด็กนี่ ใคร… เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted by Pinkie on
เด็กนี่ ใคร… เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

เด็กนี่ ใคร… 

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน เด็กนี่ ใคร…

คุณรัน เป็นเด็กสาว ตจว. ที่ขึ้นมาเรียนต่อ กทม.
รันมักจะเห็นอะไรแปลกๆ อยู่บ้าง นานๆ ครั้ง
กลัวบ้าง ไม่กลัวบ้าง แล้วแต่สถานการณ์
ในช่วงปิดเทอม รันก็มักจะกลับบ้านที่ ตจว.เกือบทุกเทอม
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ใน ช่วงปิดเทอม ปลายภาค
วันแรกที่รันกลับถึงบ้าน เจอพี่น้อง ปู่ย่า ตายาย
ลุงป้าน้าอา ก็ดีใจตามประสาคนที่นานๆจะเจอกันที
แล้วอยู่ๆ แฟนของน้องสาวรัน (ขอเรียกน้องว่าสุ)
ก็โทรเข้ามาแจ้งเหตุบางอย่าง

….น้องสาวของแฟนสุ รถล้ม และเสียชีวิต
เย็นวันนั้น จากที่เราวางแผนว่าจะจัดปาร์ตี้ปิ้งย่างที่บ้าน
ก็ต้องยกเลิก คงจะต้องไปงานศพแทน
รันไม่เคยเจอหน้าน้องสาวแฟนสุเลย (น้องที่เสียชีวิต)
แต่ก็ด้วยเป็นงานศพของน้องสาวแฟนสุ ก็ควรต้องไปด้วย

พวกเราออกเดินทางไปงานศพกันตอนประมาณ 5 โมงเย็น
งานศพอยู่ต่างอำเภอ ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงครึ่ง
เราถึงงานศพกันประมาณเกือบ 1 ทุ่มแล้ว
งานจัดที่บ้าน จากนั้นก็ไหว้ศพกันปกติทั่วไป
อยู่ที่งานศพประมาณ 1 ชั่วโมง จึงเดินทางกลับบ้าน

กลับถึงบ้านก็ประมาณ 4 ทุ่มแล้ว ต่างคนต่างง่วงนอน
รันกับสุนอนด้วยกันในห้อง ส่วนผู้ใหญ่ กับพี่สาวนอนนอกห้อง
รันก็หลับไปด้วยความเพลีย รู้สึกปวดฉี่ตอนประมาณตี 1
ก็ลืมตาแบบสะลึมสะลือ เพื่อจะไปเข้าห้องน้ำที่อยู่นอกห้อง
ยังไม่ทันได้ลุกขึ้น รันหันไปเห็นแสงสีฟ้าสลัวๆ อยู่ทางขวามือ
จึงพยายามเพ่งมอง พยายามโฟกัสสายตาเท่าไหร่ก็ไม่ชัด
แต่สิ่งที่เห็นในความไม่ชัด นั่นคือ…เด็กผู้ชายในชุดนอน
สมองรันประมวลผลในเวลา 5 วินาที ว่าสิ่งนี้คืออะไร
ผี…? ใช่แล้วละ ผีแน่ๆ แล้วอิผีเด็กนี่ใคร มาทำไม
รันคิดในใจ อยู่ตรงนั้นนะ ไม่ต้องเข้ามา..
ผีเด็กชาย เลื่อนเข้ามาหาช้าๆ รันเริ่มเหงื่อตก หัวใจเต้นแรง
คิดในใจต่อ อย่ามาโดนตัวตูนะเว้ยเห้ย…
ผีเด็กชาย ยื่นมือมาลูบที่แขนรัน… แล้วยิ้ม
รันรู้สึกเหมือนจะเป็นลม แต่สมองก็ประมวลผลต่อไปว่า..
หรือน้องสาวแฟนสุ ที่ไปงานศพเมื่อเย็น จะตามมา
ไม่สิ…น้องที่ตายเป็นหญิง แล้วอิเด็กผู้ชายนี่มาจากไหน

ทันใดแสงไฟจากนอกห้องก็สว่างพรึบ! ป้าลุกมาเข้าห้องน้ำ
ส่วนผีเด็กผู้ชาย ก็หายไปพร้อมแสงไฟ
รันรีบวิ่งออกไปรอป้าหน้าห้องน้ำ ปวดฉี่จะแย่…
รันไม่กล้าเล่าให้ป้าฟังตอนนี้ ยังสยองอยู่ บรึ๋ยๆ
ฉี่เสร็จ ก็กลับมานอนปกติ แต่เบียดสุ สุดชีวิต

เช้ามา รันรีบเล่าให้ทุกคนในบ้านฟัง
หลังจากที่ทุกคนฟังแล้วก็ร้อง อ๋อ…….
แล้วป้าก็เล่าให้รันฟัง คืองี้ ตอนช่วงที่รันไปเรียน กทม.
ป้าไปได้กุมารทองมาจากพระวัดนึง
พระบอกว่าเป็นวิญญาณเด็ก เขาจะมาช่วยเรื่องค้าขาย
และเฝ้าบ้าน ถ้าใครแปลกหน้ามานอน ต้องจุดธูปบอกเขาก่อน
พอดีตอนที่รันมาถึง ยังไม่ทันได้คุยถึงเรื่องนี้ ก็ไปงานศพ
ทุกคนก็ลืมบอกรัน ป๊าดดโธ๊ นี่รันไม่ใช่คนแปลกหน้านะ
รันชักจะโมโห อะไรกัน มาหลอกรันแบบนี้ทำไม
สุดท้าย รันก็ยอมแพ้ด้วยการไปซื้อรถของเล่นมาให้ 1 คัน
ป้องกันการหลอกหลอน เหอๆ จากนั้นก็ไม่เคยเจออีกเลย…

 …

Uncategorized

นรกของโทมิโนะ เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted by Pinkie on
นรกของโทมิโนะ เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

นรกของโทมิโนะ

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน นรกของโทมิโนะ

บทกวีอาถรรพณ์ที่มีชื่อว่า “นรกโทมิโนะ” ถูกเขียนขึ้นในช่วงต้นปี 1900 เกี่ยวกับเด็กผู้ชายโทมิโนะที่ตายเนื่องจากโดดเดี่ยวแล้วก็ตกลงไปในนรกซึ่งมีแต่ความทุกข์ทรมาน ตามตำนานเล่ากันว่า หากคนไหนกันเผลอไปอ่านบทประพันธ์นี้ออกมาดังๆแล้วล่ะคนๆนั้นจะเจ็บป่วย ทำร้ายตัวเอง เกิดอุบัติเหตุและตายในที่สุด…