Pinkie


Uncategorized

ผีโขมด ดวงไฟกลม ๆ ไฟวับแวมดวงใหญ่ยามกลางคืน

Posted by Pinkie on
ผีโขมด ดวงไฟกลม ๆ ไฟวับแวมดวงใหญ่ยามกลางคืน

ผีโขมด

ผีโขมด โขมด [ขะ-โหฺมด] ผีชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในกลุ่มของผีกระสือและผีโพง ไม่มีรูปร่างแน่นอน ในบางแห่งก็ว่ามีลักษณะเป็นดวงไฟกลม ๆ ไฟวับแวมดวงใหญ่ยามกลางคืนบริเวณที่ชื้นแฉะ มักลวงคนเดินป่าหลงผิด เข้าใจว่ามีคนถือคบไฟ หรือมีกองไฟอยู่ข้างหน้า ถ้าหากเดินตามเข้าไป มันก็หายวับแล้วปรากฏเป็นดวงไฟรอบตัวทั้งหน้าและหลัง…

Uncategorized

ผีท้องกลม ตำนานเฮี้ยนแห่งบางพระโขนง

Posted by Pinkie on
ผีท้องกลม ตำนานเฮี้ยนแห่งบางพระโขนง

ผีท้องกลม ตำนานรัก ตำนานเฮี้ยน สลดใจ!!

ผีท้องกลม  ตำนานผีตายท้องกลมในเมืองไทยที่เรื่องลือและเป็นที่กล่าวขานกันมากที่สุดหนีไม่พ้นเรื่องของ ผีแม่นาค พระโขนง ดังถึงขนาดที่ว่าได้ทำเป็นภาพยนตร์ก็รายได้มหาศาลถล่มทลายกันเลยทีเดียว

โดยประวัติคร่าวๆ ทั่วไปของเรื่องนี้ทุกคนน่าจะรู้กันดีว่า มีคู่สามีภรรยาคู่หนึ่งใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายบริเวณคลองพระโขนง ซึ่งต่อมาในขณะที่ภรรยาตั้งท้องนั้นสามีจำเป็นต้องไปเข้ากรมทหาร ขณะเดียวกันกับทางภรรยาเมื่อ

ถึงเวลากำหนดคลอดลูกเด็กในท้องดันไม่กลับหัวทำให้เสียชีวิตลงอย่างน่าเศร้าเสียใจ ด้วยความที่คิดถึง และเป็นห่วงสามีแทบขาดใจจึงทำให้วิญญาณผีตายท้องกลมนี้จึงไม่ยอมไปผุดไปเกิดเพื่อที่จะรอให้สามีกลับมา

ใครที่เข้าไปวุ่นวายในชีวิตของเขาทั้ง 2 คนจะถูกตามหลอกหลอน จนกระทั่งมีพระอาจารย์โต พรหมรังสี ที่สามารถสะกดวิญญาณเอาไว้ได้และกลายเป็นตำนานเล่าขานอย่างที่ได้ยินมาจนถึงปัจจุบัน…

Uncategorized

สุดหลอน รองเท้าส้นสูงในห้องน้ำหญิง

Posted by Pinkie on
สุดหลอน รองเท้าส้นสูงในห้องน้ำหญิง

เรื่องราว รองเท้าหลอน รองเท้าส้นสูงในห้องน้ำหญิง

รองเท้าหลอน  รองเท้าส้นสูงในห้องน้ำหญิง เรื่องนี้เป็นเรื่องของห้องน้ำหญิงบริเวณโรงอาหารของโรงเรียนหนึ่ง ที่มีเรื่องเล่าต่อๆกันมาว่ามักจะได้ยินเสียงของรองเท้าส้นสูงเดินวนไปวนมาในห้องน้ำอย่างไม่หยุดหย่อน ได้เชื่อกันว่าเป็นวิญญาณของผู้หญิงที่เคยได้ถูกฆ่าตายในห้องน้ำแห่งนี้ ซึ่งตอนนั้นเธอได้ใส่รองเท้าส้นสูงอยู่ด้วย เลยทำให้ยิ่งเชื่อกันไปใหญ่ว่าวิญญาณของเธอนั้นยังไม่ไปไหน แต่ยังคอยวนเวียนอยู่ในจุดที่เธอตายนั่นเอง…

Uncategorized

เรื่องราวสุดหลอน สยองขวัญ ผีนางรำ ในหอพัก

Posted by Pinkie on
เรื่องราวสุดหลอน สยองขวัญ ผีนางรำ ในหอพัก

สยองขวัญ ผีนางรำ ในหอพัก

ผีนางรำ ในหอพัก เป็นเรื่องราวย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 15 ปีก่อน ผู้ปกครองผม
ได้นำ ชื่อ วัน/เดือน/ปี เกิดของทั้งบ้านไปให้หมอดู จังหวัดสุพรรณบุรีทำนายดวงให้
โดยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผมนั้นคือ ต้องยกผมเป็นลูกบุญธรรมให้ใครสักคน

ผู้ปกครองผมได้เลือกบุคคลที่นับถือในการยกผมให้ ตอนนั้นไม่รู้ว่า
ธรรมเนียมการยกเป็นลูกบุญธรรมต้องทำอย่างไร จึงเตรียมแค่ พวงมาลัย ธูปเทียนแพ
ไปขอแค่นั้น เวลานั้นด้วยความที่ไม่รู้จึงคิดว่าเป็นอันเสร็จพิธีกรรม

จวบจนกระทั่งผม อายุได้ 18 ปี ผมสอบเข้าได้มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯแห่งหนึ่ง
แต่ในชั้นปีที่ 1 ต้องไปเรียนที่จังหวัดนครนายก 1 ปี ขณะที่ย้ายขอเข้าหอพักนั้น
ก็ยังไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เพราะทุกคนต่างขนของเข้าหอกัน เป็นคณะ

คณะผมเป็นกลุ่มคณะที่ 2 ในการย้ายเข้า ทำให้มีนิสิตเข้ามาอยู่พอสมควร
ช่วงพลบค่ำ เมทผมเริ่มทยอยเข้าห้องพัก แบ่งปันประสบการณ์ต่างๆที่รุ่นพี่ได้เล่าสู่
บ้างเล่าว่าในชั้นที่ 5 ของหอที่ผมอยู่เป็นไปได้อย่าขึ้นไปเพราะมีคนตาย
บ้างก็ได้เล่าว่าอีกหอหนึ่ง มีผีผู้หญิงกระโดดตึกตายและวิญญาณไม่ไปไหน

ทุกคืนจะปีนกำแพงและกระโดดลงมาซ้ำๆ ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
เพราะผมเป็นคนที่ไม่ค่อยกลับอะไรเหล่านี้เท่าไหร่นัก

สภาพห้องที่ผมอยู่นั้น อยู่ติดบรรไดหนีไฟของตึก
และอยู่หน้าห้องน้ำรวม เป็นฮวงจุ้ยที่ไม่ดีเท่าไหร่ เปิดประตูเข้าไป
ทางด้านขวามือจะเป็นตู้เสื้อผ้า 5 ตู้สำหรับนิสิต แต่เว้นระยะห่าง
ของตู้แรกกับประตูเป็นซอกเล็กน้อยเพื่อให้ประตูสามารถเปิดได้ ทางด้านขวามือ จะเป็นเตียงเดี่ยว 3 หลัง

เตียงสองชั้นหนึ่งหลัง ระหว่างเตียงจะมีโต๊ะเขียนหนังสือสำหรับนิสิตทุกๆคน
ทางด้านหลังห้องเป็นระเบียงชมวิวอันสวยงาม มีเมทคนหนึ่งเล่าว่า ให้ทำการซื้อตู้ เตียง โต๊ะเขียน
ซึ่งการนำเหรียญบาทและทำการอธิฐานว่าเราขอซื้อของเหล่านี้เพื่อการอยู่อาศัย
และเมทผมยังได้บอกอีกว่าถ้าวันใดที่ไม่มีคนนอนบนเตียงนั้นๆ
ให้หาของมาวางบนเตียงเพื่อไม่ให้สิ่งที่เรามองไม่เห็นมานอนแทน ส่วนใต้เตียงก็หาของมาวางซะ

ผมยังจำได้เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อเมททุกคนปิดไฟนอนกันหมด น่าจะหลัง 4 ทุ่ม ผมนอนของผมไป
ผมนอนอยู่เตียงที่ 3 ถ้านับจากหน้าประตู กระทั่งผมฝัน หรือกึ่งหลับกึ่งตื่นไม่ทราบ
ว่าอยู่บนเตียงที่ผมนอนอยู่ ไม่สามารถขยับตัวได้ ผมเห็นเงาดำๆ บริเวณซอกระหว่างประตู
และตู้เสื้อผ้า ผมมองไม่เห็นหาหรือสีสันใดๆ แต่ที่เห็นแน่ชัดคือ เขาสวมชฏาอยู่บนศีรษะ?

พอผมเห็นดังนั้นผมจึงได้ยินเสียงฉิ่งที่ดังมากๆ เหมือนอยู่ข้างหูเลย เงาดำนั้นเริ่มรำ
แต่ไม่ได้รำสวยงามมาก แต่ถ้าใครเคยดูหนังเรื่องผีคนเป็นแล้ว ก็แบบนั้นเลย ในทุกช่วงที่เงาดำนั้นเดินมา
เสียงฉิ่งยิ่งรัวเร็วขึ้น และดังขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเงาดำนั้นมาอยู่ที่ข้างตัวผม

และชโงกหน้าแทบจะแนบชิดกับใบหน้าของผม ทำให้ผมสะดุ้งตื่นขึ้น
บรรยากาศภายในห้องยังเหมือนเดิม ยังคงมีแต่เสียงพัดลมดังหึ่งๆ อยู่บนเพดาน
เช้าขึ้นมาผมได้เล่าเรื่องนี้ให้เมทฟัง ทุกคนก็ลงความเห็นว่า โดนแล้ว!!
ทุกวันนี้เสียงฉิ่งที่กระทบกันผมยังจำได้ฝังใจอยู่เรยมันหลอนมากๆ…

Uncategorized

เรื่องราวสุดสะพรึง สถานที่สุดหลอน “ น้ำตกโตนงาช้าง ” สงขลา

Posted by Pinkie on
เรื่องราวสุดสะพรึง สถานที่สุดหลอน “ น้ำตกโตนงาช้าง ” สงขลา

สถานที่สุดหลอน “  น้ำตกโตนงาช้าง  ” สงขลา

น้ำตกโตนงาช้าง ตั้งอยู่ในจังหวัด สงขลาในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง
ที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ป้องปกอยู่เรียกว่า “ทวดตาขุนดำ ทวดโต๊ะปะหวัง”
ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงกับน้ำตกเชื่อว่าท่านนั้นมีรูปกายเป็นเสือดำ ขนาดใหญ่

โดยมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับสถานที่หลอน สงขลานี้ว่า ในราวปี พ. ศ. 2549 ได้มีนักท่องเที่ยว
ชาวสิงคโปร์คนหนึ่งเดินทางมาเที่ยวที่น้ำตกโตนงาช้างแห่งนี้ จนตกช่วงเย็นชายคนดังกล่าว
ได้ออกเดินทางปีนขึ้นไปชมทัศนียภาพบนน้ำตกโตนงาช้าง และจากนั้นก็หายตัวไปแบบไร้ร่องรอย

เพื่อนๆที่มาด้วยกันจึงได้ออกตามหา แต่ก็หาไม่พบจึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ของทางน้ำตกให้ทราบ
ช่วยกันตามหาจนช่วงดึกจึงต้องยกเลิกไป แล้วออกหาช่วงเช้าอีกที หาอยู่ 3 วัน 3 คืน
ก็ยังหานักท่องเที่ยวชายชาวสิงคโปร์คนดังกล่าวไม่พบ จึงได้เชิญ หมอไสยศาสตร์

ทำพิธีกรรม “เข้าทรง” และพอได้รับข้อมูลมาว่านักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ที่หลงป่า
ยังมีชีวิตอยู่ ประทังชีพด้วยการกินยอดไม้ และน้ำเป็นอาหาร เขาเพียงโดน “ผีบังตา
เอาไว้ท่านมิต้องเป็นห่วงแต่ประการใด

เมื่อถึงเวลาเขาก็จะกลับมาเอง แต่หลังจากนั้นก็ขอให้ช่วยสร้างศาลให้เราอยู่ด้วย
หัวหน้าทีมค้นหาจึงสัญญาว่าหากหาเจอก็จะสร้างศาลสถิตบูชาให้ วันที่ 4 ที่ออกค้นหา
จึงหานักท่องเที่ยวคนดังกล่าวจนพบแล้วสร้างศาลให้เรียก”ทวดตาขุนดำ ทวดโต๊ะปะหวัง”…

Uncategorized

ห้องเก็บโกศ เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted by Pinkie on
ห้องเก็บโกศ เรื่องเล่า-เรื่องหลอน
ห้องเก็บโกศ 

ห้องเก็บโกศ เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่บ้านพักแห่งหนึ่งในจังหวัดน่าน เมื่อประมาณสองปีที่ผ่านมา คุณตั้มทำงานเป็นพนักงานขายเครื่องใช้ไฟฟ้า อยู่ฝ่ายโปรโมชั่น วิ่งงานทั่วประเทศ
หัวหน้าคุณตั้มบอกกับคุณตั้มว่า “ตั้ม เดี๋ยวช่วงเดือนพฤศจิกาเนี่ย พี่มีงานที่ จังหวัดน่าน ไปให้พี่หน่อยได้มั้ย เดือนนึง” คุณตั้มก็อ้ำๆ อึ้ง แต่ก็ตอบไปว่า “โอเคพี่ ผมว่างพอดีเลย เดี๋ยวผมไปให้ก็ได้” หัวหน้าก็ถามว่า “ตั้มมี

ที่พักอยู่แถวนั้นหรือเปล่า” คุณตั้มตอบว่า “ผมไม่มีครับ ว่าจะไปหาเช่าที่นั่นแหละ” หัวหน้าจึงบอกมาว่า “ตั้มไปพักบ้านแม่พี่มั้ย อยู่ห่างจากตัวห้างไม่ไกลมาก” คุณตั้มก็เลยตกลง เพราะจะได้ประหยัดไปด้วยในตัว
พอถึงวันกำหนด คุณตั้มก็ขี่บิ๊กไบค์จากกรุงเทพขึ้นไปจนถึงน่าน ช่วงนั้นกำลังเห่อบิ๊กไบค์อยู่ด้วย ก็ได้โทรถามทางเป็นระยะๆ จนไปถึงบ้านคุณแม่ของหัวหน้า ซึ่งหัวหน้าได้โทรบอกคุณแม่ไว้ก่อนแล้ว
บ้านหลังนี้เป็นบ้านหลังใหญ่มาก ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ มีคนอยู่ประมาณสามสิบหลังคาเรือน คุณแม่จะอาศัยอยู่บ้านหลังนี้คนเดียว ลักษณะเป็นบ้านสองชั้น ยกใต้ถุนสูง ชั้นล่างเป็นปูน ชั้นบนจะเป็นไม้สัก พื้นที่บ้านเกือบๆ

หนึ่งร้อยตารางเมตร ชั้นล่างจะมีประมาณสิบกว่าห้อง ชั้นบนจะมีห้าห้อง คุณแม่จะนอนอยู่ชั้นบน
เวลาที่คุณตั้มจะไปทำงาน จะต้องขี่รถข้ามไปอีกอำเภอนึง ระยะทางประมาณเกือบๆ ห้าสิบกิโลเมตร ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง คุณแม่ของหัวหน้าเป็นคนใจดีมาก ต้อนรับคุณตั้มอย่างดี มีอาหารให้ทานทุกวัน
คุณแม่ก็ถามคุณตั้มว่า “ตั้มจะนอนที่ไหน” คุณตั้มตอบว่า “งั้นผมขอนอนชั้นล่างละกัน” คุณตั้มจึงเอาข้าวของเข้าไปเก็บในห้อง ก็รู้สึกว่าบ้านหลังนี้ใหญ่มากก็จริงแต่ก็มืดมาก อึมครึม ไม่โปร่ง เพราะถึงตัวบ้านจะมีหน้าต่างเยอะแต่ก็ไม่ได้ถูกเปิดไว้เลย
ตกกลางคืนจะหนาวมาก เกือบๆ สิบองศา คุณตั้มก็นอนพักผ่อนตามปกติ เวลาประมาณห้าทุ่ม หูได้ยินเสียงคนเดินอยู่ชั้นบน ลักษณะเหมือนคนเดินทิ้งน้ำหนักลงบนแผ่นไม้ จนไม้ลั่นดัง เอี๊ยดดดด คุณตั้มคิดว่าคุณแม่อาจจะ

ยังไม่นอน
เช้าวันต่อมา คุณแม่ก็ลงมาทำกับข้าวให้ทาน คุณตั้มจึงถามว่า “แม่ครับ ปกติแม่เป็นคนนอนดึกเหรอครับ” คุณแม่ก็ตอบว่า “สองทุ่มครึ่งแม่ก็นอนแล้ว” คุณตั้มจึงถามไปอีกว่า “แต่ห้าทุ่มผมยังได้ยินเสียงคนเดินอยู่เลยนะครับแม่” คุณแม่ก็ตอบว่า “อ๋อ สงสัยเป็นเสียงไม้ลั่นน่ะลูก”
คุณตั้มคิดในใจว่า เสียงที่ได้ยินมันเป็นเสียงของคนลงฝีเท้าชัดๆ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ แล้วออกไปทำงาน คุณตั้มจะอยู่ที่ห้างเวลาสิบโมงจนถึงหนึ่งทุ่ม กว่าจะขี่รถกลับมาถึงบ้านก็ประมาณสองทุ่ม ปกติคุณแม่จะขึ้นบ้าน

นอนประมาณทุ่มครึ่ง แต่คุณแม่ก็ได้บอกไว้ว่าถ้าเกิดมาถึงบ้านแล้ว ให้เรียกคุณแม่ก็ได้ ส่วนบ้านจะไม่ได้ล็อกประตู คุณตั้มก็งงว่าบ้านนี้ทำไมถึงไม่ล็อกประตูเลยสักบาน
ด้วยความเกรงใจคุณตั้มก็เลยไม่กล้าเรียก จังหวะที่กำลังเปิดประตูเข้าไป ก็สังเกตเห็นไฟบนชั้นสองเปิดไว้อยู่ห้องหนึ่ง แล้วมีคนชะโงกหน้าออกมาดู แล้วก็หายไป คุณตั้มคิดว่าเดี๋ยวคุณแม่ก็คงจะลงมา จึงเอามอเตอร์ไซค์เข้าไปเก็บ แล้วไปนั่งทานข้าวที่คุณแม่เตรียมไว้ให้ในห้องครัว
ทานไปสักพักก็คิดว่า ทำไมคุณแม่ยังไม่ลงมาสักที หรือว่าแค่ชะโงกออกมาดูเฉยๆ สักพักก็ได้ยินเสียงคนเดินขึ้นๆ ลงๆ อยู่ตรงบันได ซึ่งโต๊ะที่คุณตั้มนั่งทานข้าวอยู่ สามารถมองเห็นบันไดได้ แต่ก็ไม่เห็นมีใครลงมาสักที
แอ๊ดดด…แอ๊ดดด…กร็อบ…กร็อบ…
จนคุณตั้มเริ่มรู้สึกผิดสังเกต จึงเปิดไฟฉาย แล้วหาอะไรใกล้ตัวที่พอจะใช้ทุบตีได้ คิดในใจว่าต้องมีโจรหรืออะไรสักอย่างแน่ แล้วค่อยๆ เดินย่องเข้าไปใกล้ๆ บันได แต่อยู่ดีๆ ก็เหมือนมีคนวิ่งหนีขึ้นบันได ตึง! ตึง! ตึง! ตึง! คุณตั้มคิดว่าต้องเป็นขโมยแน่ๆ จึงรีบวิ่งตามขึ้นไปชั้นบน
ตามมาจนมาหยุดอยู่ที่กลางบ้าน พยายามมองฝ่าความมืดรอบๆ ตัวเพื่อหาต้นตอของเสียงนั้น แต่ก็ไม่เจอใคร สักพักคุณแม่ก็เปิดประตูออกมา แล้วถามคุณตั้มว่า “ตั้ม มีอะไร เห็นวิ่งขึ้นบันไดมาเสียงดัง” คุณตั้มจึงบอกว่า “แม่ ผมเห็นมีคนวิ่งขึ้นมาข้างบนนี้ แม่เห็นมั้ย” คุณแม่ก็ตอบว่า “ไม่เห็นนะ ไม่มี” คุณตั้มจึงสังเกตไปรอบตัว ก็พบว่านอกจากห้องนอนของคุณแม่แล้ว ห้องที่เหลือก็ถูกคล้องกุญแจไว้หมดทุกห้อง คุณตั้มจึงเดินลงไปนอนด้วยอาการงงๆ
ผ่านไปไม่ถึงสิบนาที คุณตั้มก็ได้ยินเสียงคนเดินอยู่ชั้นบน ในห้องที่อยู่ตำแหน่งเหนือหัวซึ่งตรงกับห้องของคุณตั้มพอดี ลักษณะเหมือนมีหลายคน แอ๊ด แอ๊ด กร๊อก แอ๊ด แอ๊ด… เสียงนั้นค่อยๆ เดินลงมาจากบันได แล้วมาเดินวนไปมาอยู่หน้าห้องคุณตั้ม สักพักก็เดินขึ้นบันไดกลับไปชั้นบน และไม่ได้ยินเสียงเปิดประตูด้วย คุณตั้มแปลกใจมาก แต่ก็ไม่อยากคิดอะไร
วันต่อมา คุณตั้มกลับเข้าบ้านประมาณสี่ทุ่ม นั่งเคลียร์งานอยู่ในห้อง อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียง ตึง!ลักษณะคล้ายๆ เสียงคนล้ม คุณตั้มคิดว่าเป็นคุณแม่ ด้วยความตกใจจึงรีบวิ่งขึ้นบันได ไปหยุดอยู่ตรงพื้นที่โล่งๆ กลางชั้นสอง แล้วเสียงก็ดังขึ้นอีก ตึง! ครั้งนี้มันดังออกมาจากห้องหนึ่ง ซึ่งเดิมทีมันถูกล็อกอยู่ แต่คราวนี้ประตูมันเปิดแง้มอยู่เล็กน้อย คุณตั้มจึงรีบวิ่งพรวดเข้าไปในห้อง รู้สึกเข่าอ่อน เนื้อตัวเย็นเฉียดขึ้นมาทันที!
เพราะภายในห้องที่อับและมืดทึบนี้ เบื้องหน้าปรากฏมีโกศใส่กระดูกตั้งเรียงรายอยู่ในตู้ข้างห้องเกือบๆ สิบถึงยี่สิบอัน มีทั้งโกศไม้และโกศที่เก่ามากจนแตก รวมถึงผ้าห่อกระดูกสีขาว ฝั่งตรงข้ามมีรูปภาพขาวดำจำนวนมากมายตั้งเรียงรายอยู่ในตู้ มีชุดไทยโบราณหลายชุด แขวนอยู่ที่ผนังของฝั่งที่เป็นหน้าต่าง
คุณตั้มตกใจล้มลงก้นจ้ำเบ้าและนั่งตัวแข็งอยู่หน้าประตู ไม่มีแรงเหลือที่จะลุกเดินออกมาจากตรงนั้น แล้วรู้สึกมีคนมาจับที่หัวไหล่ คุณตั้มสะดุ้งสุดตัว เหลียวกลับไปมอง เห็นคุณแม่ยืนอยู่ด้านหลัง แล้วถามว่า “ตั้ม เป็นอะไรลูก แล้วตั้มเปิดห้องนี้ได้ยังไง?!” คุณตั้มตอบด้วยเสียงสั่นๆ ว่า “ผมเปล่าเปิดครับแม่ ผมได้ยินเสียงดังออกมาจากในห้องนี้ ผมคิดว่าแม่ล้ม ก็เลยขึ้นมาดู” คุณแม่จึงพูดว่า
“อ๋อ ไม่เป็นไรหรอก สงสัยบรรพบุรุษของแม่เห็นคนแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในบ้าน ก็เลยออกมาทักทาย…”
หลังจากวันนั้นอีกเกือบเจ็ดวัน คุณตั้มถึงมีโอกาสได้จุดธูปบอกกล่าว คุณตั้มลองสังเกตดูก็พบว่า บ้านหลังนี้ไม่มีศาลพระภูมิเลย และหลังจากสืบถามก็ได้ความว่า เดิมทีตรงนี้เป็นบ้านหลังเก่าที่อยู่กันมาหลายชั่วอายุคน แต่ถูกสร้างแทนที่ด้วยบ้านหลังใหม่นี้แทนหลังเก่าที่ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา
คุณตั้มเคยถามคุณแม่ว่าเคยเจอแบบนี้บ้างไหม แต่คำตอบที่ได้กลับมาคือ “ก็เจอกันเป็นเรื่องปกติ” ซึ่งสำหรับคนในบ้านวิญญาณเหล่านี้ถือว่าเป็นบรรพบุรุษ แต่กับคุณตั้มผู้มาอยู่ใหม่มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย
ในตอนแรกที่คุณตั้มสงสัยว่า ทำไมบ้านหลังใหญ่โตหลังนี้ถึงไม่ล็อกประตูเลย เมื่อได้เจอกับเหตุการณ์นี้ก็ถึงบางอ้อ… เพราะนั่นคงไม่มีโจรหน้าไหนกล้ามาขึ้นบ้านหลังนี้เป็นแน่
หลังจากนั้น คุณตั้มต้องอยู่ที่บ้านหลังนี้อีกเกือบเดือน และบ่อยครั้งที่จะได้ยินเสียงคนเดินจากชั้นบนลงบันได แล้วมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องคุณตั้ม แล้วเดินกลับขึ้นไปชั้นบนเหมือนเดิม วนเวียนอยู่อย่างนี้เสมอ และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด…

Uncategorized

เรียกวิญญาณตายโหง เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted by Pinkie on
เรียกวิญญาณตายโหง  เรื่องเล่า-เรื่องหลอน
เรียกวิญญาณตายโหง

เรียกวิญญาณตายโหง เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ตอนผมเรียนอยู่ปี 3 ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่มีสาขาอยู่ที่นครปฐม วันนั้นจำได้ว่าเป็นวันสอบเสร็จพอดี หลายคณะสอบเสร็จพร้อมกัน ในคืนนั้นจึงมีงานเลี้ยงฉลองกันใหญ่โตที่ผับแห่งหนึ่งใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัย ทุกคนต่างสนุกกันมาก ทั้งกินเหล้า จีบสาว แด๊นซ์ คือปลดปล่อยเต็มที่หลังจากที่เครียดกันมานาน จนถึงเวลาผับใกล้ปิด คนก็เริ่มทยอยกลับกันไป ส่วนพวกผมที่กำลังจะกลับ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงแก้วแตก เลยหันไปมอง เห็นผู้ชายกำลังทะเลาะกับผู้หญิงหน้าตาดีคนหนึ่ง ผมพยายามมองดีๆ จึงรู้ว่าเธอคือน้องในคณะศึกษาศาสตร์ที่หน้าตาดี และเป็นที่หมายปองของหนุ่มๆ ในมหาวิทยาลัย จากนั้นน้องเค้าก็ผลุนผลันออกจากร้านไป สตาร์ทรถออกตัวไปอย่างรวดเร็ว ผมกับเพื่อนๆ ที่เดินตามออกไป ได้เห็นแค่เพียงไฟท้ายรถแล่นผ่านความมืดหายไป

หลังจากออกจากผับ พวกผมก็แวะตลาดกินโจ๊กกันให้อิ่มท้องจะได้นอนหลับสบาย พอเสร็จก็ขับรถกลับหอใน มหาวิทยาลัย แต่พอพ้นประตูรั้วเข้ามา ก็เห็นรถพยาบาล รถกู้ภัย เปิดไซเรนวูบวาบไปหมด พอขับพ้นโค้งมา เพื่อนก็สะกิดบอก ‘เฮ้ยๆ มีรถแหกโค้งว่ะ จอดๆ ลงไปดูหน่อย..’ ผมก็ทำตามที่เพื่อนบอก จอดรถข้างทางแล้วลงไปดูกัน คือที่โค้งนี้เคยมีอุบัติเหตุบ่อย ถึงแม้จะอยู่ในบริเวณของมหาวิทยาลัยก็ตาม เพราะเป็นโค้งใหญ่ ต้นไม้เยอะ ถนนก็ลื่น ไฟทางก็ไม่ค่อยจะติด ถ้าไม่ชินทาง หรือเมามาก็แหกโค้งกันได้ง่ายๆ เลย เคยมีนักศึกษาตกลงไปประจำ ตายมาแล้วก็หลายราย.. พอผมกับเพื่อนๆ ลงไปดู เห็นรถที่คว่ำล้อชี้ฟ้าเลย ผมจำได้ว่าเป็นรถของน้องผู้หญิงคนนั้นที่ทะเลาะกับผู้ชายในผับ เลยรีบเดินลงไปดูใกล้ๆ ที่เกิดเหตุ ตอนนั้นไทยมุงมากันเพียบ ทั้งขบวนนักศึกษาที่ขี่รถตามกันมา พยาบาล หน่วยกู้ภัย วุ่นวายกันไปหมด.. พอกู้ภัยงัดร่างน้องเค้าออกมาได้ สภาพน้องเค้าคือตายคาที่ เละเลย ผมไม่ขออธิบายแล้วกัน.. พอทุกอย่างเริ่มสงบ ต่างก็แยกย้ายกันกลับหอ กลับไปเม้าท์กันเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต

วันต่อมา หลังจากสร่างเมากันเรียบร้อย ก็นั่งจับกลุ่มเม้าท์กันเรื่องของน้องผู้หญิงที่เกิดขึ้นเมื่อวานต่อ จนมีเพื่อนคนหนึ่งอุตริพูดขึ้นมาว่า ‘ถ้าพวกมึงอยากรู้นะว่าน้องเค้าตายเพราะอะไร? เดี๋ยวคืนนี้จะเชิญวิญญาณน้องเค้ามาลงถ้วยแก้ว แล้วเดี๋ยวกูถามให้..’ ไอ้เพื่อนอีก 3-4 คน ก็ดันเห็นดีเห็นงามไปด้วย ผมก็ได้แต่บอกว่า ‘อย่าเลย..อย่าไปล้อเล่นแบบนี้’ แต่ก็ไม่มีใครฟังผม ..ตกดึกประมาณเที่ยงคืน ไอ้เพื่อนหัวโจกมันก็เริ่มปฏิบัติการณ์ทันที โดยพาเพื่อนๆ ที่เหลือขับรถไปยังจุดเกิดเหตุ พร้อมกับธูปเทียน และถ้วยแก้วที่มันเตรียมไว้ ส่วนผมไม่ไป ขอรออยู่ที่ห้อง เพราะไม่อยากล้อเล่นกับอะไรแบบนี้.. ประมาณครึ่งชั่วโมง พวกมันก็กลับมา โดยไอ้หัวโจกเป็นคนถือธูปดอกหนึ่งที่มีถ้วยแก้วครอบธูปไว้ ไม่ให้ควันธูปลอยหายไป ประหนึ่งว่าได้เชิญดวงวิญญาณมาอยู่ในถ้วยแก้วนี้แล้ว เพื่อนที่เหลือปูเสื่อ กางกระดานที่ใช้เล่นผีถ้วยแก้ว และเอาถ้วยแก้ววางลงบนกระดาน จัดแจงนั่งล้อมวงกันเหมือนรู้งาน ส่วนผมขอดูอยู่ห่างๆ ไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

เพื่อนหัวโจกเริ่มถามคำถามไปเรื่อย ‘คุณชื่ออะไร? ..ใช่น้องคนที่ตายเมื่อวานหรือเปล่า? ..ตายเพราะอะไร?’ สารพัดที่จะถาม ผมนั่งฟังอยู่บนเตียงเงียบๆ เวลาผ่านไปพักใหญ่ๆ แก้วก็เริ่มขยับครับ แล้วค่อยๆ ตอบคำถาม ที่เพื่อนๆ ถามทีละข้อๆ จนมาถึงเพื่อนคนหนึ่งมันถามว่า ‘อยากหาตัวตายตัวแทนไหม?’ เพื่อนที่ร่วมเล่นร้อง ‘เฮ้ย!’ พร้อมกันด้วยความตกใจ แล้วแก้วก็ค่อยๆ ขยับไปที่คำว่า ‘ใช่’ ทั้งวงผีถ้วยแก้วนี่เงียบสนิท ไอ้เพื่อนคนเดิมถามไปอีกว่า ‘แล้วจะเอาไปเมื่อไร?’ แก้วก็เลื่อนไปที่เลข 3 เพื่อนอีกคนทำหน้าที่แปลบอก ‘ภายใน 3 เดือน..’ ตอนนั้นผมเริ่มใจไม่ค่อยดีแล้ว เพื่อนคนเดิมถามต่ออีกว่า ‘จะเอา ผู้ชาย หรือผู้หญิงไป?’ แก้วก็ขยับไปที่ตัว ‘ช’ เพื่อนอีกคนก็แปลว่า ผู้ชาย.. ทั้งวงเริ่มเคร่งเครียดกันอย่างเห็นได้ชัด เพื่อนคนเดิมพูดต่อว่า ‘จะให้ไปพักแล้ว ขอถามอีกข้อเดียว.. ที่ตายเพราะทะเลาะกับแฟนในผับใช่หรือเปล่า?’ คราวนี้แก้วไม่ขยับเลยนานเป็นหลายนาที จนเพื่อนหัวโจกบอกว่า น้องเค้าคงไปแล้วมั้ง ..พอทำท่าจะเลิกเล่นกัน ปรากฏว่าแก้วเริ่มขยับไปที่เลข 3 อีกครั้ง แล้วก็ไม่ขยับไปไหนอีกเลย จนเพื่อนๆ เลิกเล่นกันไป

จากคืนนั้น พวกผมก็คุยๆ กันว่า ‘รอดูซิ ใน 3 เดือนต่อจากนี้ จะมีใครตายที่โค้งนั้นอีกไหม?’ แต่ก็น่าแปลกครับ เพราะไม่เห็นมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นอีกเลยที่โค้งนั้น จนพวกผมสงสัยว่า คืนนั้นที่เล่นกันมันไม่จริงหรอก คงต้องมีใครแกล้งดันแก้วซะมากกว่า.. จนได้เวลาเปิดเทอม 2 พวกผมก็วุ่นวายกับการเรียนจนลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท.. จนมีอยู่คืนหนึ่ง ผมกำลังนอนหลับอยู่บนหอกับเพื่อนๆ ก็มีเพื่อนมาตะโกนเรียกว่าให้ไปดูเพื่อนผมหน่อย อยู่โรงพยาบาล ผมกับเพื่อนในห้องก็รีบไปที่โรงพยาบาลทันที ปรากฏว่า เพื่อนผมหนึ่งในสมาชิกแก๊งค์ผีถ้วยแก้วถูกยิงอาการสาหัส เหตุเพราะไปกินเหล้าแล้วมีเรื่องกับเจ้าถิ่น ต้องส่งตัวเข้า กรุงเทพฯ ด่วนเพื่อไปรักษาต่อ.. หลังจากที่กลับมาจากโรงพยาบาล พวกผมที่เหลือก็มานั่งคุยกันด้วยความสงสัยว่า มันเกิดขึ้นได้ยังไง ปกติเพื่อนคนนี้ไม่เคยมีเรื่องกับใคร ออกจะขี้กลัวด้วยซ้ำ.. แล้วต่อมา เหตุการณ์แปลกๆ ก็เริ่มเกิดขึ้นกับเพื่อนๆ แก๊งค์ผีถ้วยแก้วทีละคนๆ หนึ่งในนั้นคือเพื่อนคนที่เป็นหัวโจก ที่กำลังลงทำงานในเวิร์คช้อป แล้วประแจที่ใช้ขันตัวจับเครื่องกลึง ไม่รู้ใครลืมถอด พอเปิดเครื่องเท่านั้นล่ะ ประแจมันก็กระเด็นเข้าหน้าเพื่อนผมเต็มๆ เย็บไปหลายเข็ม เกือบตาบอด.. อีกคนในกลุ่มก็เจอครับ ขี่มอเตอร์ไซค์อยู่ดีๆ มันบอกว่ามีหมาตัวอย่างใหญ่วิ่งตัดหน้า มันเบรคจนรถเสียหลักล้มได้เลือดกันไป แต่พอมองหา กลับไม่เห็นวี่แววของหมาตัวนั้นเลย.. เหตุการณ์ชักเริ่มไม่ดีแล้ว ตัวผมเองก็หวาดๆ ถึงจะไม่ได้ร่วมเล่นผีถ้วยแก้วด้วย แต่ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มเพื่อนๆ ช่วงนั้นผมพยายามระมัดระวังตัวตลอดเวลาทำอะไร

จนมีอยู่คืนหนึ่ง หลังจากเหตุการณ์ร้ายๆ เริ่มสงบ ผมก็ไปเที่ยวผับกับเพื่อนๆ กลุ่มเดิมนี่แหละครับ คืนนั้นขี่มอเตอร์ไซค์ไปกัน 2 คัน พอผับเลิก เพื่อนก็เดินมาคร่อมมอเตอร์ไซค์จะกลับหอ คันหนึ่งซ้อน 3 อีกคันซ้อน 2 ตอนแรกผมนั่งคันที่ซ้อน 3 นั่งตรงกลาง ระหว่างรอเพื่อนอีกคนมา ตอนนั้นนึกยังไงไม่รู้ ผมก้มมองลงไปที่พื้น แสงจากเสาไฟหน้าร้านส่องให้เห็นเงาทอดยาว ไม่รู้ผมตาฝาดหรือเปล่า ผมไม่เห็นเงาหัวตัวเอง!? ในตอนนั้นนี่ขนลุกเลยครับ ผมเอามือกำเหรียญ ร.5 ที่แม่ให้คล้องคอไว้ แล้วบอกเพื่อนว่า ‘เดี๋ยวกูไปนั่งอีกคันดีกว่าว่ะ..’ เพื่อนคนขี่ก็บอกว่า ‘ไปทำไม กูไม่เมา ไอ้คันหลังนั่นเมาปลิ้นเลย ไปกะกูดีกว่า ปลอดภัย!’ จังหวะนั้นเหมือนมีคนอุ้มผมลงจากรถลงมายืนเลย แล้วผมก็เดินไปซ้อนรถคันหลังแทน ส่วนเพื่อนอีกคนที่มาทีหลัง ก็เลยไปซ้อน 3 คันหน้าแทนผม แล้วออกรถไป คันที่ผมซ้อนก็ออกรถตามไป ผมบอกเพื่อนคันผม ‘ค่อยๆ ขี่ ไม่ต้องรีบ..’ ส่วนไอ้คันหน้าบิดหายไปกับความมืดแล้ว..

ทางที่ออกจากผับมันเป็นซอย ก่อนจะเข้าถนนใหญ่มันจะมีโค้งโค้งหนึ่ง พอรถคันที่ผมนั่งมากำลังจะเลี้ยวโค้งเพื่อเข้าถนน หูผมก็ได้ยินเสียงร้องเรียกชื่อแว่วๆ มา ผมเลยบอกให้เพื่อนจอดรถ แล้วมองฝ่าความมืดไป ก็เห็นเพื่อนผมครับ กำลังคลานขึ้นมาจากข้างทาง เลือดนี่เต็มตัวเลย ผมรู้ทันทีแหกโค้งแน่ๆ ผมกับเพื่อนอีกคนรีบวิ่งลงไปดู เห็นรถมอเตอร์ไซค์กระเด็นตกลงไปข้างทาง เห็นเพื่อนอีกคนนอนฟุบหน้ากับพงหญ้า ส่วนอีกคนหาไม่เจอ ไม่รู้กระเด็นไปไหน ต้องขี่รถไปแจ้งตำรวจให้ช่วย กว่าจะเจอก็เกือบเช้า เพื่อนคนนั้นกระเด็นลงไปในคลอง จมน้ำตายครับ.. คนที่หน้าฟุบกับพงหญ้า คอหัก กระดูกหักหลายจุด ตายเหมือนกัน ส่วนคนที่คลานขึ้นมาเรียกผม แขน-ขาหัก โหนกแก้มร้าว สมองบวม และไปเสียชีวิตในอีก 3 วันต่อมาที่โรงพยาบาล.. ผมต้องเสียเพื่อนในห้องไปถึง 3 คนในคืนเดียวกัน

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมนึกไปถึงเรื่องผีถ้วยแก้ว ที่วิญญาณน้องคนนั้นบอกจะมาเอาตัวตายตัวแทน เพราะลองนับวันดู นี่ก็เกือบจะครบ 3 เดือนแล้วจากวันนั้น.. แล้วที่แก้ววิ่งไปที่เลข 3 ตอนหลัง มันอาจจะหมายถึง 3 ชีวิตของเพื่อนผมก็ได้! ผมต้องย้ายออกจากหอเพราะทนรับสภาพไม่ได้ ต้องไปอาศัยนอนกับเพื่อนห้องอื่นไปเรื่อยๆ ในเทอมนั้น ผมหลอนไปหมด ไม่กล้าอยู่คนเดียว ขนาดเข้าห้องน้ำยังต้องให้เพื่อนมานั่งเฝ้าคอยคุยเป็นเพื่อน เรียกว่าสติเสียไปเลยครับ จากนั้นผมก็หมั่นทำบุญอุทิศให้วิญญาณน้องคนนั้น และเพื่อนๆ ตลอดมาจนกระทั่งทุกวันนี้ครับ.. RIP…

Uncategorized

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน มอเกษตรศาสตร์

Posted by Pinkie on
เรื่องเล่า-เรื่องหลอน มอเกษตรศาสตร์
มอเกษตรศาสตร์

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน มอเกษตรศาสตร์

เคยมีนิสิตซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์รับจ้างแล้วประสบอุบัติเหตุ เสียชีวิต (คงจะจริง มานขับยังกะสนามแข่ง)

ที่วิทยาเขตศรีราชาตรงประตู 1 มีคนเคยเล่าให้ฟังว่า ตอนดึกๆห้ามขับรถไปตรงนั้น เพราะมีรุ่นพี่จามาเอาวิญญาณไปอีก 4 ดวง (แต่เค้าเอาเฉพาะคนหน้าตาดีน่ะ)

ที่วิทยาเขตศรีราชาห้องน้ำที่ตึก EnG ไม่มีกระจก เพราะว่า มีคนเห็นสิ่งลึกลับบ่อยมาก จนต้องเอากระจกออก

-ที่วิทยาเขตศรีราชา หอในตึก 3-4 นมาก เคยมีคนเห้นบ่อยๆ เพราะเปนป่าช้าเก่า

-ที่วิทยาเขตศรีราชา หลวงพ่อเคยมาทำพิธีปัดรังควานที่มอ แต่ท่านบอกว่าที่นี่แรงเกินไป

-ที่วิทยาเขตศรีราชา สักตอน ประมาณตี 2 ให้ออกมาดู ถ้าอยากเห็น…. คนอ้วก

-ที่วิทยาเขตกำแพงแสน เวลาขี่มอไซด์เข้า-ออกนอกม.ตอนกลางคืน พยายามอย่ามองตรงต้นนนทรีข้างทางมากนะ ถ้าไม่อยากเห็นใครก็ไม่รู้มากวักมือเรียก ได้ข่าวมาว่านนทรีแทบทุกต้นมีประวัติ

-ที่วิทยาเขตกำแพงแสน ใต้ตึกปฐพี เคยเจอนิสิตเป็นกลุ่มเลยมาซ้อมลีด แต่พอมองไปอีกทีก็ไม่เจอแล้ว แล้วตกลงที่เห็นก็ไม่รู้ว่าใคร(ประสบการณ์ตรง)

-ที่วิทยาเขตกำแพงแสน เวลาซ้อมstuffเชียร์ของคณะช่วงซัมเมอร์ ให้ระวังจะมีใครก็ไม่รู้มานั่งฟังด้วย

-ที่หอใน(หญิง) มีหอๆนึงเคยเป็นโรงพยาบาลสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 วันดีคืนดีจะได้ยินเสียงคนเดินลากโซ่ตรวน และห้องน้ำหญิงรวมบางคืนจะมีเสียงคนอาบน้ำอยู่ แต่พอเดินไปดูไม่มีคนเลยซักคน

-หอใน (หญิง) อีกตึกนึง แต่ก่อนกระจกเดิมตรงบันไดทางขึ้น(ตอนนี้เปลี่ยนใหม่แล้ว) จะมีเงาคนวูบวาบเสมอๆ บางครั้งยืนแปรงฟันอยู่ที่อ่างล้างหน้าหน้าห้อง เงยหน้าขึ้นมาก็มีผีทหารยืนอยู่ข้างหลัง…..

-“ตึก SCL” ตึกนี้เป็นแล็บเคมีและถือว่าเป็นตึกที่มีเรื่องเล่าเยอะที่สุดของมหาวิทยาลัยนี้เลยล่ะ เพราะตึกแห่งนี้เคยมีคนงานตกลงมาตาย และมีเรื่องเล่ามาว่าหากใครไปยืนหน้าตึกแล้วมองลอดใต้หว่างขาขึ้นไป จะเห็นคนนั่งห้อยขาอยู่ที่ดาดฟ้าตึก บางคนไปอ่านหนังสือใต้ตึกตอนกลางคืน ก็จะเห็นคนเลือดท่วมเดินผ่านไปมา บ้างก็ว่าได้ยินเสียงสวดชินบัญชรทำเอาขนลุกไปตามๆ กัน

-“Loving Way” ฟังจากชื่อแล้วต้องคิดว่าถนนแห่งความโรแมนติกแน่ๆ แต่นี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องหลอนที่มีความโรแมนติกปนอยู่ด้วย เพราะถนนเส้นนี้จะเป็นถนนที่เด็กม.เกษตรฯ ทุกคนจะรู้จักกันเป็นอย่างดี และมีความเชื่อว่าในตอนกลางวันถ้าหนุ่มสาวมาปั่นจักรยานซ้อนกัน จะทำให้สมหวังในความรัก หรือได้เป็นแฟนกันนั่นเอง แต่ถ้ามาปั่นในตอนกลางคืนล่ะจะเป็นอย่างไร และถ้าหากคนปั่นกับคนซ้อนนั่งหันหลังชนกันแล้วด้วย เขาว่ากันว่าจะเห็นอะไรบางอย่างระหว่างที่ปั่นอยู่ในถนนสายนั้น

ขอขอบคุณแหล่งที่มา facebook.com

Uncategorized

เสียงตามสาย เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted by Pinkie on
เสียงตามสาย เรื่องเล่า-เรื่องหลอน
เสียงตามสาย

เสียงตามสาย เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ดิฉันยอมรับว่าเป็นคนกลัวผี เพราะเคยได้ยินเรื่องผีมาตั้งแต่เล็กจนโต ชีวิตจริงยังไม่เคยถูก ผีหลอก จังๆ สักทีนะคะ อาจจะเคยถูกผีหลอนมาบ้างแต่ก็น่าขนหัวลุกพอๆกันน่ะแหละค่ะ

เมื่อราว 5-6 ปีก่อน ดิฉันไปเช่าห้องพักอยู่แถวอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิด้านหลังร้านอาหารพงหลี ย่านนั้นมีคนพลุกพล่านทั้งกลางวันและกลางคืน ในซอยก็มีแผงอาหารสองฝั่ง ส่วนมากดิฉันก็ฝากท้องตอนเลิกงานแถวนั้นเอง

เช่าห้องอยู่ชั้นสามคน เดียว เพราะใจชอบอิสระ มีเฟอร์นิเจอร์และแอร์พร้อม…โชคดีที่ได้ห้องริม มีหน้าต่างด้านข้างติดกับซอย ในห้องมีโทรศัพท์หัวเตียงที่ต่อจากโอปะเรเตอร์ชั้นล่าง แต่มักไม่ค่อยได้ใช้เพราะส่วนมากก็ใช้มือถืออยู่แล้ว

จู่ๆคืนหนึ่งก็ มีเสียงโทรศัพท์จากหัวเตียงดังขึ้น ขณะที่ดิฉันเพิ่งขึ้นนอนได้ไม่นานนัก เอื้อมมือไปรับพลางนึกสงสัยว่าใครโทร.มา…ก็พอดีได้ยินเสียงหญิงสาวพูดจา อ่อนโยนน่าฟังดังขึ้นว่า…ขอสายต้อยค่ะ!

“กำลังพูดค่ะ” ดิฉันตอบโดยไม่ต้องคิด “ขอโทษ นั่นใครคะ?”

“เอื้อย เองจ้ะ แหม…คิดถึงจังเลย…” เอาละซี! คราวนี้ดิฉันงงมากเพราะไม่คุ้นกับชื่อเธอเลย เสียงก็ไม่เคยได้ยินนึกเท่าไหร่ก็ไม่ออก แต่นึกว่าอาจจะโทรผิดเบอร์ก็ได้ เลยบอกไปตามตรง เธอกลับย้อนถามชื่อจริง ดิฉันน่าจะถามเธอก่อนว่า “ต้อยไหนคะ? ชื่อจริงอะไร?” แต่เมื่อเผลอบอกไปเธอกลับหัวเราะเสียงใส ยืนยันว่าใช่แน่ๆ

ดิฉันชักระแวงขึ้นมาก็ถามชื่อจริงบ้าง เธอบอกว่าชื่อองค์อร เคยทำงานอยู่บริษัท…ดิฉันยิ่งแน่ใจว่าเธอต่อผิดแล้ว อธิบายให้ฟังเธอก็อึ้งไป ทวนเบอร์ให้ฟังก็ตรงกัน

สงสัยว่าจะสายพัน กัน หรือไม่ก็มีปัญหาเบอร์ซ้ำ เอื้อยก็วางหูไป ดิฉันนอนลืมตาโพลง…นึกสงสัยอะไรบางอย่าง แต่ยังนึกไม่ออกว่าสงสัยอะไร?

เสียง โทรศัพท์ดังรัวจนหวิดสะดุ้ง พอรับสายก็ได้ยินเสียงเดิมดังขึ้นอย่างรื่นเริง…ต้อยใช่มั้ย? เมื่อตะกี้ต่อผิด ชื่อเล่นชื่อจริงก็เหมือนกันด้วย! ดิฉันถอนใจเฮือก บอกเสียงเรียบๆ ว่าคราวนี้คุณก็ต่อผิดอีกแล้วค่ะ มาเข้าเบอร์ฉันอีกแล้ว

“ขอโทษค่ะ ขอโทษจริงๆ โธ่! เอื้อย เอ๊ย! ฉันจะทำยังไงเนี่ย ติดต่อต้อยไม่ได้เลย เรื่องสำคัญด้วย”

เธอ พูดเสียงเศร้าน่าเห็นใจ เลยปลอบว่าไม่เป็นไรหรอก ไหนๆก็ทำให้ต้อยคนนี้ตาสว่างแล้ว เอื้อยมีอะไรอยากเล่าก็เล่าเถอะ ถ้าไม่ใช่ความลับนะ นึกว่าเป็นเพื่อนกันแบบต้อยคนนั้นดีมั้ย?

เอื้อย ขอบอกขอบใจยกใหญ่…ในที่สุดเราก็คุยกันอย่างเพื่อน เอื้อยยังงั้น เอื้อยยังงี้…เธอช่างพูด คุยเก่ง บอกว่าตอนนี้กำลังเหงาเหลือเกิน ถึงได้โทร.หาเพื่อน ใครๆก็ไม่ว่างทั้งนั้น อยากระบายเรื่องแฟนที่ยังโกรธกัน ไม่ยอมคืนดีกันเสียที

“เอื้อยผิดเองจ้ะ หึงเขาผิดๆ ใครจะนึกว่าเขาควงน้องสาวเที่ยวล่ะ? เราก็นึกว่าแฟนใหม่…นอกใจเราน่ะซี! เลยว่าเขาไปแรงๆ จนเขาโกรธใหญ่ พอรู้ความจริง โทร.ไปขอโทษก็ไม่ยอมรับ ไปหาที่บริษัทก็หลบหน้า บางทีก็หนีขึ้นรถเลย วันก่อนโทรไปเขากลับบอกว่าเลิกกันดีกว่า ผมไม่ชอบผู้หญิงขี้หึงไร้เหตุผล แล้วอ้างว่าหึงเพราะรัก”

เอื้อยเล่าไปสะอื้นไปจนดิฉันเวทนา แกล้งบอกว่าตัวเองต้องเลิกกับแฟนมาสอง-สามคนแล้ว ผู้ชายดีๆ เยอะแยะไป เมื่อเขาไม่ต้องการเราแล้วจะไปง้องอนจนเสียศักดิ์ศรีทำไม? ตัดใจดีกว่า เสียงหวานๆคงอ้อนเก่ง ตัวจริงคงสวยน่าดู จริงมั้ย?

ดิฉันพูดจนเอื้อยหัวเราะออกมาได้ ขอบอกขอบใจสุดๆ ก่อนจะวางหู…ดูนาฬิกาเกือบสองยาม เราคุยกันมาตั้งแต่สี่ทุ่มเศษแน่ะค่ะ

วัน รุ่งขึ้นดิฉันมัวยุ่งอยู่กับงานจนลืมเรื่องเอื้อยไปสนิท จนตกค่ำแวะทานข้าวแล้วเข้าห้องอาบน้ำมาเปิดทีวีดู เหลือบมองโทรศัพท์…ฉุกคิดว่าเมื่อคืนตัวเองสงสัยเรื่องอะไรกันนะ? พอดีมันดังกริ๊งขึ้นทันใด

“หวัดดีจ้ะต้อย คราวนี้ไม่ได้โทร.ผิดอีกแล้วนะ จงใจโทร.หาเธอจริงๆ”

พริบตานั้นเองที่ดิฉันนึกออกว่าตัวเองสงสัยเรื่องอะไร?

เครื่อง นี้ไม่ใช่สายตรง แต่คนโทร.มาหาต้องระบุหมายเลขห้อง โอปะเรเตอร์ถึงจะต่อให้ถูกต้อง แสดงว่าเอื้อยต้องบอกเลขห้องดิฉันตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว! เธอรู้ได้ไง?

ไม่ ต้องเล่นละครให้เสียเวลา ดิฉันถามไปตรงๆ เลยว่าเธอเจาะจงโทร.มาเบอร์นี้ ห้องนี้ รู้ชื่อดิฉันด้วย หมายความว่ายังไงกัน? เธอเป็นใคร? ต้องการอะไรแน่?

มีเสียงสะอื้นเบาๆ ฟังดูโศกเศร้าน่าใจหาย ก่อนจะพูดเสียงปนสะอื้น

“ต้อย จ๋า ยกโทษให้เอื้อยด้วย อย่าโกรธเอื้อยเลยนะ…เอื้อยมีเพื่อนชื่อต้อยอยู่ห้องนี้จริงๆ เอื้อยโทร.มาคุยกับต้อยบ่อยๆ เกือบทุกคืนเลย แต่พอเกิดเรื่องต้อยก็ย้ายหนีไปเลย…เอื้อยเหงา ต้อยจ๋า เอื้อยเหงาเหลือเกิน…โทร.ไปหาใครก็ไม่ยอมรับ จนเอื้อยต้องโทร.มาที่นี่อีกครั้ง…ต้อยไม่เคยตาย ต้อยไม่รู้หรอกว่าโลกหน้าทั้งเหงาทั้งน่ากลัวแค่ไหน…”

เสียงสะอื้น ไห้ค่อยๆ จางหายไป…ดิฉันวางหู เผ่นออกจากห้องไปขออาศัยเพื่อนที่อยู่แถวรางน้ำค้างคืน รุ่งขึ้นก็ขอลางานมาขนของย้ายห้องพักทันที…ถ้าเอื้อยรู้เบอร์มือถือ ดิฉันอาจจะช็อกตายเมื่อได้ยินเสียงเธอก็ได้ค่ะ…

Uncategorized

ด็อปเพิลแกงเกอร์ Doppelgänger เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

Posted by Pinkie on
ด็อปเพิลแกงเกอร์ Doppelgänger เรื่องเล่า-เรื่องหลอน
ด็อปเพิลแกงเกอร์  Doppelgänger 

ด็อปเพิลแกงเกอร์ 

วันนี้ขอแหวกแนวหน่อยนะ เนื่องจากเรื่องเล่าในเพจหลายๆ เรื่อง มีเหตุการณ์ที่ผู้เล่า ถูกผีหลอก โดยผีที่เห็นนั้นดันมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับเพื่อน หรือคนรู้จักแบบเป๊ะๆ ทั้งๆ ที่เขาไม่ควรจะมาอยู่ที่นั่นได้ในเวลานั้นๆ อย่างเช่นเรื่อง  ‘ผีห้องเพื่อน’ ที่ลงไปเมื่อคืนก็เช่นกัน โดยการเห็นผีที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนคนรู้จักนั้น เป็นความเชื่ออย่างหนึ่ง เราเรียกสิ่งนี้ว่า “ด็อปเพิล แกงเกอร์” มาจาก ภาษาเยอรมัน Doppelgänger โดย doppel

มีความหมายเดียวกับคำว่า double ในภาษาอังกฤษ หรือแปลไทยว่า “ซ้ำสอง” ส่วนคำว่า gänger หมายถึง goer มีคำเรียกอีกอย่างว่า evil twin “แฝดปีศาจ” หรือ bilocation การปรากฏตนใน 2 สถานที่ ซึ่งมีที่มาจากเรื่องเล่าขานพื้นบ้านของเยอรมัน

นิยามกว้างๆ ของด็อปเพิล แกงเกอร์ กล่าวถึงปรากฏการณ์ที่มีการพบเห็นบุคคลหนึ่ง 2 สถานที่ในเวลาเดียวกัน ศัพท์นี้ได้ถูกนำมาใช้มากที่สุดกับกรณีของฝาแฝดผู้ชั่วร้าย ซึ่งปรากฏให้เห็นโดยทั่วไปในวรรณกรรม และภาพยนตร์แนวลึกลับต่างๆ โดยทั่วไปแล้ว การเห็นด็อปเพิล แกงเกอร์ของเพื่อน ครอบครัว หรือญาติ ถือเป็นสัญญาณแห่งความโชคร้าย ความเจ็บป่วย หรือภยันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเขา ในขณะที่การพบเห็นด็อปเพิลแกงเกอร์ของตัวเอง จะนำมาซึ่งความตาย ถึงอย่างนั้น รายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ที่ว่านี้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นไปในรูปแบบที่เฉพาะเจาะจงดังกล่าว เนื่องจากเรื่องราว และความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับคำๆ นี้มีขอบเขตที่กว้างกว่านั้นมาก

ด็อปเพิล แกงเกอร์ เป็นคำที่ใช้เรียกกรณีที่มนุษย์คนหนึ่งได้ปรากฏตัวตนเพิ่มขึ้นมาจากเดิมอีกคนหนึ่ง ซึ่งจะมีลักษณะภายนอกเหมือนกันทุกประการ ว่ากันว่า ด็อปเพิลแกงเกอร์นั้นจะไม่มีเงาของตัวเอง รวมทั้งไม่มีภาพ

สะท้อนบนกระจก หรือผิวน้ำ มันอาจจะให้คำแนะนำอะไรบางอย่างกับบุคคลต้นแบบของมันด้วยเจตนาร้าย ซึ่งยุแยงให้เกิดความเข้าใจผิดต่างๆ หรืออาจจะปรากฏตัวต่อหน้าญาติมิตร เพื่อทำให้เกิดความสับสน และมันอาจจะปรากฏตัวในลักษณะที่สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ยามที่บุคคลต้นแบบของมันเจ็บไข้ได้ป่วย ถ้าหากความคิดของมนุษย์ต้นแบบไม่ดี หรือคิดชั่วร้าย ด็อปเพิลแกงเกอร์ของเขาจะกลืนกินความชั่วนั้นมาเก็บไว้ที่ตัวเอง

 

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ปรากฏการณ์ด็อปเพิลแกงเกอร์นั้นเกิดขึ้นด้วยสาเหตุใด? ความเชื่อบางประเภทนั้นยึดหลักที่ว่า มนุษย์ทุกคนบนโลกจะมีฝาแฝดของตนอยู่ หากบุคคลนั้นเป็นคนดี ฝาแฝดก็จะชั่วร้าย หากบุคคลนั้นเป็น

คนชั่วร้าย ฝาแฝดก็จะเป็นไปในทางกลับกัน และการที่ฝาแฝดทั้งสองมาพบกันนั้น ก็จะยังผลให้ทั้งคู่ต้องพบกับจุดจบของชีวิต บ้างก็เชื่อว่าด็อปเพิลแกงเกอร์เป็นภูตผีปีศาจในรูปแบบหนึ่ง ที่จะปรากฏตัวขึ้นเพื่อบ่งบอกถึง

ลางร้าย หากแต่พวกมันไม่ได้นำพามาซึ่งลางร้ายเสียเอง นอกเหนือไปจากนี้แล้ว บุคคลบางกลุ่มมีความเห็นเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่ว่านี้ ว่าน่าจะเป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้พลังจิตที่มีชื่อเรียกว่า Out-of-Body Experience หรือ Astral Projection ในกรณีนี้มีการกล่าวอ้างว่า มีหลายคนพบเห็นพราหมณ์บางคนหลายสถานที่ในเวลาเดียวกัน ทั้งๆ ที่พราหมณ์ผู้นั้นกำลังนอนอยู่ เป็นต้น…